หน้าแรก
   การเมือง
   การศึกษา
   บันเทิง
   เศรษฐกิจ
   ประเพณีมอญ
   บทกลอน
   บทความ
 ข่าวประจำวัน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
โรงเรียนวัดศิริมงคล ต้นแบบโรงเรียนในฝันของเด็กพลัดถิ่น

โรงเรียนวัดศิริมงคล ต้นแบบโรงเรียนในฝันของเด็กพลัดถิ่น

สาละวินโพสต์ ฉบับที่ 37(16กุมภาพันธ์ - 31 มีนาคม 2550)



โรงเรียนวัดศิริมงคล ตำบลบ้านเกาะ อำเภอเมือง เป็นโรงเรียนแห่งแรกที่เปิดโอกาสให้กับบุตรหลานแรงงานอพยพเข้าเรียนจำนวนมากที่สุดในพื้นที่นี้ อันที่จริง เด็กชายทั้งสองเพิ่งมีโอกาสได้เป็นเพื่อนร่วมชั้นกันเพียงครึ่งปี แม้ว่าเด็กชายชาวมอญจะยังพูด ภาษาไทยไม่ชัดถ้อยชัดคำ แต่ความบริสุทธิ์ใสซื่อที่ซ่อนอยู่ในใจของเด็ก ๆ ทำให้พรมแดนด้านภาษาหรือรัฐชาติไม่อาจปิดกั้นน้ำใจที่ทั้งคู่มีให้กันได้ เด็กชายทั้งสองจึงกลายเป็นคู่หูกันอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับเด็กนักเรียนเกือบ 300 คนในโรงเรียนแห่งนี้ แม้ว่ากว่า 250 คนจะเป็นลูกของแรงงานอพยพหลากหลายเชื้อชาติ แต่บรรยากาศภายในโรงเรียนกลับไม่ได้ แบ่งแยกความแตกต่างที่มีอยู่เลย ตรงกันข้าม เด็กๆ กลับส่งเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขมากไปกว่าเด็กๆในโรงเรียนอีกหลายแห่ง เพราะได้รับการปฏิบัติจากครูอย่างเท่าเทียมกัน


นางเสาวนีย์ สว่างอารมณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดศิริมงคลกล่าวถึงเหตุผลที่ตัดสินใจเปิดรับบุตรหลานแรงงานอพยพเข้าเรียนว่า "ดิฉันเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งนี้มาสามปี เมื่อก่อนเวลาขับรถผ่านตามซอยโรงงานจะเห็นเด็กวิ่งเล่นเต็มไปหมด เพราะเด็กไม่มีโอกาสได้ไปโรงเรียนเหมือนอย่างเด็กไทย ดิฉันรู้สึกสงสาร อยากเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียน แต่ตอนนั้นรัฐบาลไทยยังไม่มีนโยบายสนับสนุน ดิฉันจึงเริ่มแอบรับเด็กบางคนมาเข้าโรงเรียน เพราะถึงแม้เรียนจบจะไม่ได้ใบประกาศรับรอง แต่อย่างน้อยเด็ก ๆ ก็ยังได้ความรู้ติดตัวไป หลังจากรัฐบาลออก มติครม. 5 ก.ค. 48 ขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่บุคคลที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่สัญชาติไทย ก็เลยเปิดรับแบบเต็มที่เลย เพราะอยากให้โอกาสเด็กเหล่านี้อยู่แล้ว"


ทว่า แม้นโยบายรัฐบาลจะประกาศให้เด็กทุกคนมีสิทธิเข้าเรียนในทุกโรงเรียน แต่ในทางปฏิบัติเด็กส่วนใหญ่ยังคงถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียน เนื่องมาจากทัศนคติของบุคลากรในโรงเรียนที่ยังคงแบ่งแยกความเป็นเด็กด้วย "สัญชาติ" เด็กที่ไม่มี สัญชาติไทยจึงถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียน ด้วยเหตุผล "ห้องเรียนเต็ม" ผลก็คือ เด็กส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้เข้าเรียนในโรงเรียนใกล้ชุมชนที่พ่อแม่ทำงาน แต่ต้องเดินทางมาเรียนที่โรงเรียนวัดศิริมงคล ซึ่งเปิดรับนักเรียนทุกสัญชาติอย่างเต็มใจ และแม้ว่า "ห้องเรียนจะเต็ม" จนล้นออกมาเรียนนอกอาคาร แต่ผู้อำนวยการ โรงเรียนแห่งนี้ก็ไม่เคยปฏิเสธเด็กที่มาสมัครเรียนเลยสักคนเดียว ทำให้ปัจจุบันโรงเรียนแห่งนี้มีเด็กนักเรียนเพิ่มขึ้นจากเดิม 80 คนเป็น 300 คน ในจำนวนนี้เป็นบุตรหลานแรงงานอพยพจากประเทศพม่าประมาณ 250 คน กว่าร้อยละ 70 เป็นชาวมอญ ส่วนที่เหลือเป็นชาวทวาย ชาวพม่าแท้ และชาวกะเหรี่ยง


ผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าวถึงขั้นตอนเตรียมความพร้อมของบุคคลกรครูและชาวบ้านในละแวกโรงเรียนก่อนรับบุตรหลานแรงงานอพยพเข้าเรียนว่า "ก่อนเปิดรับเด็กเราจะมีประชุมครู ปรึกษากันว่าถ้าเราไม่เอาเด็กเหล่านี้มาเข้าโรงเรียน เด็กๆก็จะไม่มีอะไรทำ เด็กบางคน จะแอบมาขโมยของที่โรงเรียน แต่ถ้าเราเอาเด็กมาเข้าโรงเรียน เค้าจะรู้สึกรักโรงเรียน ครูทุกคนก็เห็นด้วย หลังจากนั้นพวกเราก็แบ่งกันลงชุมชนทำความเข้าใจกับชาวบ้านถึงเหตุผลที่เราเปิดรับเด็กเข้าเรียน
ใช้เวลาประมาณ 5 เดือน ชุมชนก็เข้าใจ" โรงเรียนวัดศิริมงคลเปิดรับบุตรหลานแรงงานอพยพอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกันยายน 2549 โดยได้รับความ ร่วมมือจากเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน หรือ LPN (Labour Rights Promotion Network) สนับสนุนครูที่มีความรู้ด้านภาษาพม่าและภาษาไทยมาช่วยสอนในชั้นเตรียมความพร้อมด้านภาษาไทยก่อนที่เด็กจะได้เรียนร่วมกับเด็กนักเรียนไทยในชั้นเรียนปกติ โดยทางโรงเรียนจะจัดให้เด็กต่างสัญชาตินั่งเรียนคู่กับเด็กไทยเพื่อให้เด็กได้ช่วยเหลือกัน ส่งผลให้เด็กมีพัฒนาการทั้งด้านภาษาไทยและความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนต่างสัญชาติ และกลายเป็นเพื่อนสนิทกันในเวลาอันรวดเร็วเหมือนดังเช่นคู่หู "ด็อก" กับ "เตอร์"


นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังส่งเสริมให้เด็กนักเรียนเล่นกีฬาและสนับสนุนประเพณีวัฒนธรรมของเด็กหลากหลายเชื้อชาติ ด้วยการจัดส่งการแสดงในชุดประจำชาติไปร่วมงานชุมชน ทำให้เด็กมีความมั่นใจในตนเอง ไม่มีความรู้สึกแปลกแยก และทุ่มเทใจให้กับการร่วมกิจกรรมของโรงเรียนอย่างเต็มที่ ทำให้นักเรียนหลายคนได้สร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน เช่นได้รับรางวัลรองชนะเลิศมินิวอลเลย์บอลอันดับ 2 วอลเลย์ชายอายุ 11 ปี จ.สมุทรสงคราม เป็นต้น


เด็กชายสะอาด พาสูง เชื้อสายมอญ อายุ 12 ปี เป็นหนึ่งในทีมวอลเลย์บอล และเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันกีฬาหลายประเภค เขาสามารถเล่นกีฬาได้หลายประเภทตั้งแต่ฟุตบอล วอลเลย์บอล กรีฑา เปตอง ปิงปอง และตะกร้อ โดยเมื่อปีที่ผ่านมา เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งกรีฑาระดับจังหวัดและคว้ารางวัลที่หนึ่งกลับมาให้โรงเรียนได้ภาคภูมิใจ ผู้อำนวยการผู้มีหัวใจสัญชาติกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มเกิดขึ้นในรั้วโรงเรียนเล็กๆแห่งนี้ว่า "ตั้งแต่รับเด็กมาเข้าเรียน โรงเรียนไม่เคยมีของหายอีกเลย ขนาดเด็กไม่มีเงินซื้อขนม แต่เมื่อเก็บเงินได้ก็ยังเอามาส่งครู เด็กรักครูและรักโรงเรียนมาก เวลาเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งกีฬาแล้วแพ้ ยังอยากเล่นใหม่เพราะอยากสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน เราเคยจัดประชุมผู้ปกครอง พ่อแม่เด็กบางคนร้องไห้ บอกว่า เหมือนถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 เพราะเราเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียน บางคนมีเงินห้าบาทสิบบาทก็เอามาช่วยโรงเรียน"


ปัจจุบัน ปัญหาที่โรงเรียนต้องเผชิญ คือ ห้องเรียนไม่พอกับจำนวนนักเรียน อุปกรณ์การศึกษาต่างๆและทุนสนับสนุนอาหารกลางวัน ซึ่งทางโรงเรียนได้จัดทำในรูปแบบของจ่ายคนละ 10 บาท กินได้ไม่จำกัด สำหรับเด็กที่มีเงินไม่พอหรือไม่มี เงินทางโรงเรียนก็จะช่วยเหลือเป็นพิเศษ โดยทางโรงเรียนได้รับข้าวสารฟรีจากโรงงานลีลาเศรษฐกิจในจังหวัดสมุทรสาครนี้ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เด็กๆได้มีข้าวกินอิ่มทุกมื้อ และในช่วงเช้าของทุกวัน ทางโรงเรียนจะมีกล้วยแขวนไว้หน้าห้องเรียนสำหรับเป็นอาหารเช้าของเด็กที่ไม่ได้กินอาหารเช้ามาจากบ้าน แม้ว่าปัญหาด้านงบประมาณจะเป็นอุปสรรคต่อการเปิดรับเด็กๆ เข้าเรียนอย่างเต็มที่ แต่ปัญหาเหล่านี้ก็ไม่ได้ สร้างความกังวลใจและส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงทางการศึกษาของเด็กมากเท่ากับปัญหา "อคติ" ที่คนไทยมีต่อประชาชนจากประเทศพม่าซึ่งได้รับการตอกย้ำมายาวนาน

 

ผู้อำนวยการคนเดิมกล่าวถึงเรื่องนี้ด้วยสีหน้ากังวลใจว่า "มีผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งบอกว่า ถ้าคิดผิดก็ขอให้ถอนตัว เพราะพวกนี้ไม่ใช่ลูกหลานของเรา เราคิดว่าเรามีจุดยืนในการทำงานโดยยึดพระราชดำรัสของพระเทพฯ ซึ่งเปิดโอกาสให้กับเด็กทุกคน ถ้าเขาอยู่บ้านเรา เราดูแลเขาอย่างดี เขาก็จะเป็นทรัพยากรที่ดีของเรา ถ้าเขาต้องกลับบ้านเขา เขาก็จะเป็นทรัพยากรที่ดีในบ้านของเขา ซึ่งก็เป็นเพื่อนบ้านของเรานั่นเอง อยากให้คนไทยเปิดใจกว้าง ประวัติศาสตร์การสู้รบระหว่างไทยพม่าเป็นเรื่องอดีต เราจะมาผูกใจเจ็บทำไม ให้อภัยและให้โอกาสกันไม่ได้หรือ"

 

ปัจจุบัน จังหวัดสมุทรสาคร มีเด็กอายุ 0-15 ปี ประมาณ 3,000 คน และอายุ 15-18 ปี เกือบ 20,000 คน แต่เด็กที่มีโอกาสเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ยังไม่ถึง 300 คน เด็กส่วนที่เหลือ ยังคงวิ่งเล่นตามท้องถนน หรือเข้าทำงานในโรงงานก่อนวัย หากโรงเรียนอื่นๆ เปิดใจให้กว้าง ลบเลือนเส้นพรมแดนออกจากดวงตาเวลามองเด็กเหล่านี้ เด็กทุกคนก็คงจะมีโอกาสได้เรียนหนังสือ และเป็นอนาคตที่มีคุณค่าไม่ว่าพวกเขาจะอยู่บนแผ่นดินของรัฐชาติผืนใดก็ตาม  


 


:: Home | To Top ::

Copyright © 2004-2005, Kao Wao News Group. All rights reserved. Suggestions or comments to the Editor. Code by Webmaster.