แรงงานพม่า”
อคติทางชาติพันธุ์ที่คนมอญต้องเผชิญ
สุกัญญา เบาเนิด
จังหวัดสมุทรสาครเป็นจังหวัดที่มีแรงงานจากประเทศพม่าเข้ามาทำงานมากที่สุดในประเทศไทย แรงงานเหล่านั้นประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์มอญมีจำนวนมากที่สุดถึงร้อยละ 70 นอกเหนือจากนั้นอีกร้อยละ30 เป็นกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆเช่น กะเหรี่ยง ทวาย คะฉิ่น คะยา ไทยใหญ่ ปล่อง และพม่า สาเหตุที่มีจำนวนแรงงานข้ามชาติเป็นกลุ่มชาติพันธุ์มอญมากที่สุดนั้น เป็นเพราะบริเวณพื้นที่ต้นทางของการอพยพมาจากเขตรัฐมอญ (Mon State) คือ จังหวัดเมาะละแหม่ง จังหวัดสะเทิม และบริเวณพื้นที่อื่นๆ ในภาคพะโค ภาคตะนาวศรี เขตรัฐกะเหรี่ยงที่มีคนมอญอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ซึ่งอยู่ในเขตภาคตะวันออกของประเทศพม่าและมีพรมแดนกับประเทศไทย จึงง่ายแก่การอพยพเดินทางข้ามเขตแดนระหว่างประเทศเข้ามา และอาจกล่าวได้ว่าคนมอญนั้นน่าจะเดินทางมาจากทุกๆพื้นที่ที่มีคนมอญอาศัยอยู่
ปัจจุบันจังหวัดสมุทรสาครจึงมีคนมอญจากเมืองมอญ(ประเทศพม่า)จำนวนหลายแสนคน ถึงแม้จะเป็นการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายแต่ทางการไทยก็ผ่อนผันอนุญาตให้ทำงานได้ คนมอญสามารถทำงานในสถานประกอบการต่างๆ เช่น ทำงานอาชีพกรรมกรในกิจการประมง กิจการต่อเนื่องจากประมงทะเล งานก่อสร้าง เกษตร คนรับใช้ในบ้าน เป็นต้น แต่โดยส่วนใหญ่แรงงานจะทำงานอยู่ในกิจการต่อเนื่องจากประมงทะเล อาทิเช่น งานแกะกุ้ง แล่ปลา ต้มหอย โรงน้ำแข็ง ทั้งในโรงงานขนาดใหญ่ กลาง เล็ก (ล้ง) เป็นหลัก จะอาศัยอยู่ตามที่พัก หอพัก คอนโด และมีแรงงานจำนวนหนึ่งอาศัยอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรม
แรงงานจากประเทศพม่าไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ใด เมื่อเข้ามาทำงานในประเทศไทยจึงถูกมองว่าเป็น “แรงงานพม่า” และเป็น “คนพม่า” ตามสัญชาติของประเทศต้นทาง ดูเหมือนจะไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อนและที่ผ่านมาก็จบอยู่เพียงเท่านี้ แต่ทว่าการนิยามตัวตนผ่านความเป็นสัญชาตินั้นบางครั้งก็ไม่เพียงพอต่อการที่บอกว่าคนๆนั้นเป็นใคร โดยเฉพาะผู้คนในประเทศพม่าเพราะด้วยเงื่อนไขทางด้านการเมือง ตลอดจนกระบวนการสร้างชาติของพม่าที่ไม่สามารถหลอมรวมกลุ่มชาติพันธุ์เป็นหนึ่งเดียวได้ ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆพยายามแยกตัวเป็นอิสระจากพม่า กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆนั้นได้สร้างสำนึกความเป็นชนชาติขึ้นแทนที่สำนึกความเป็นชาติพม่า กลุ่มชาติพันธุ์มอญก็เช่นกัน พวกเขาจึงเรียกตัวเองว่า “มอญ” และมาจาก “เมืองมอญ” และไม่ปรารถนาให้ใครๆเรียกว่า “คนพม่า” ถึงแม้ว่าในระดับการรับรู้ของผู้คน หน่วยงานของรัฐ และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs)ที่ปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดกับแรงงานจะทราบว่าเป็นคนมอญ แต่ก็เป็นเพียง “มอญพม่า” เท่านั้น ซึ่งไม่ง่ายนักที่แยกแยะได้ว่ามอญกับพม่าแตกต่างกันอย่างไร โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้สนใจภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และการเมืองในประเทศพม่า มากไปกว่านั้นคือเมื่อพวกเขาตกอยู่ในสภาพ “แรงงานข้ามชาติ” หรือ “แรงงานต่างด้าว” จึงไม่ค่อยมีใครสนใจเรื่องเหล่านี้ จึงเหมารวมว่า”มอญพม่า” เป็นพวกเดียวกัน ดังนั้นเมื่อเข้ามาอยู่ในประเทศไทย คนมอญจากเมืองมอญจึงต้องเผชิญกับอคติทางชาติพันธุ์ที่มีต่อคำว่า“พม่า”อย่างไม่ต้องสงสัย
อคติทางชาติพันธุ์เป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนของแรงงานด้านต่างๆ เช่น 1) การถูกขูดรีดจากนายหน้าในระหว่างการขนย้ายแรงงานข้ามประเทศ 2) ต้องเผชิญกับสภาพการทำงานที่เลวร้าย 3) การถูกทำร้ายร่างกายและล่วงละเมิดทางเพศ 4) ความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งสี่ข้อล้วนมีสาเหตุมาจากอคติทางชาติพันธุ์ที่มีต่อแรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะ”แรงงานพม่า” ซึ่งมีการสร้างและผลิตซ้ำผ่านสื่อหรือกลไกต่าง ๆ ในสังคมเพื่อตอกย้ำให้เห็นว่าแรงงานข้ามชาติเหล่านี้เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐต้องทำการควบคุมอย่างจริงจัง แรงงานข้ามชาติเหล่านี้เข้ามาแย่งงานแรงงานไทยต้องไล่ออกไปให้หมด ทั้งที่แรงงานเหล่านี้เข้ามาทำงาน "3 ส." (สุดเสี่ยง สกปรก แสนลำบาก) เป็นลักษณะงานที่แรงงานไทยส่วนใหญ่ไม่ทำกัน
แนวคิดและการผลิตซ้ำทำให้สังคมไทยสร้างภาพความหวาดระแวง คิดว่าแรงงานข้ามชาติเป็นตัวอันตรายน่ากลัว แรงงานเองต้องคอยหลบๆซ่อนๆด้วยเกรงว่าจะถูกจับกุมทำร้าย สภาพการณ์เหล่านี้ถูกสร้างเป็นภาพมายาที่กดทับให้สังคมไทยหวาดระแวงแรงงานข้ามชาติ เกิดเป็นคำถามสำคัญว่าในฐานะมนุษย์ที่อยู่ร่วมพรมแดนติดต่อกัน จะดำรงสถานภาพของมิตรภาพและสันติสุขต่อกันได้อย่างไร ในเมื่อต่างหวาดระแวงปราศจากความไว้วางใจต่อกันและกัน
ในช่วงที่ผ่านมาสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากเรื่องแรงงานข้ามชาติก็คือ สังคมที่ดำรงอยู่ด้วยความกลัว เราถูกทำให้กลัวในซึ่งกันและกัน คนไทยกลัวแรงงานพม่า กลัวว่าพวกเขาเหล่านั้นจะมาทำร้ายตนเอง กลัวพวกเขาเหล่านั้นจะก่อเหตุร้ายกับคนรอบข้างของตนเอง ในขณะเดียวกันแรงงานข้ามชาติก็กลัวคนไทยจะมาทำร้ายพวกเขา กลัวคนไทยจะแจ้งความจับพวกเขา กลัวการถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายพวกเขา กลัวนายจ้างจะทำร้ายพวกเขา กลัวการถูกส่งกลับไปสู่ความไม่ปลอดภัยในประเทศของตนเอง ความกลัวเหล่านี้ไม่ใช่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เป็นความกลัวที่ถูกสร้างขึ้นจากการรับรู้ผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการบอกเล่า การนำเสนอข่าว การประชาสัมพันธ์โดยรัฐ จากการศึกษา และรวมถึงจากการไม่รู้ เช่น เรากลัวเพราะเราไม่สามารถสื่อสารกับพวกเขาได้ ซึ่งก่อให้เกิดฐานคติที่เป็นลบต่ออีกฝ่ายหนึ่ง และสังคมได้ผลิตซ้ำฐานคติเหล่านี้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกลายเป็นความปกติ ความเคยชิน และสุดท้ายกลายเป็นเรื่องธรรมชาติของใครหลายคนไป การดำรงอยู่ของ "สังคมแห่งความกลัว" นี้เองที่ช่วยเสริมสร้างให้ความรุนแรงทางกายภาพเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้การกดขี่ขูดรีดคนข้ามชาติเหล่านี้เกิดขึ้นเหมือนเป็นเรื่องปกติ จนกระทั่งกลายเป็นแนวนโยบายแนวปฏิบัติของรัฐ และกลายเป็นความชอบธรรมให้แก่ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆไป การสร้างความรุนแรงผ่าน"ความเป็นอื่น"ให้แรงงานข้ามชาติ ผ่านเทคนิคอำนาจของ"ความเป็นรัฐชาติ
แรงงานต่างด้าวล้นมหาชัย ท้องถิ่นหวั่น"พม่ายึดเมือง"
(หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก วันที่ 1 สิงหาคม 2549 )
ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน จ.สมุทรสาคร หวั่น "พม่ายึดเมือง" แฉมีเหตุวิวาทบ่อย ห้ามไม่ฟัง ต้อง "ยิงปืนขู่" เพื่อให้หยุดตีกัน ระบุทั้งแรงงานเถื่อน-ถูกกฎหมายมีประมาณ 1 แสนคน ความต้องการ "แรงงานไร้ฝีมือ" เพื่อทำงานในอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจบริการทำให้บรรดาผู้ประกอบการต้องพึ่งพา "แรงงานต่างด้าว" มากขึ้นทุกขณะ อันเนื่องมาจากเหตุผลเรื่องการขาดแคลนแรงงานชาวไทย ซึ่งมีระดับฝีมือ และการศึกษาเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเหตุผลเรื่องค่าจ้าง ซึ่งนับว่าถูกกว่าแรงงานไทยหลายเท่า จึงทำให้แรงงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านหลั่งไหลเข้าประเทศไทยอย่างไม่หยุดหย่อน เฉพาะที่ จ.สมุทรสาคร ซึ่งเป็นแหล่งประมงสำคัญของประเทศ ก็มีแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะชาวพม่าหลั่งไหลเข้ามาทำงาน และกลายเป็น "ประชากรแฝง" เกือบเท่าๆ กับประชากรทั้งจังหวัด !!!
ด้วยปริมาณประชากรแฝงมากขนาดนี้จึงก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมายทั้งปัญหาสังคมและอาชญากรรมต่างๆ เช่น ฆ่าปาดคอชิงทรัพย์นายจ้าง,การค้ายาเสพติด และการทะเลาะวิวาท ฯลฯ
ความเป็นห่วงเป็นใยดังกล่าวสะท้อนผ่านการเปิดเผยจาก นายสมบัติ ศิริพงษ์เวคิน ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ซึ่งกล่าวกลางที่ประชุมสัมมนาโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “บทบาทของชุมชนกับการอำนวยความยุติธรรมและสร้างสันติสุขในชุมชน" อันเป็นการอบรมร่วมกันระหว่างสถาบันพัฒนาบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับสภาวัฒนธรรมท้องถิ่น ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชน อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2549
นายสมบัติ เล่าว่า ทุกวันนี้น่าวิตกกับความมั่นคงของบ้านเมืองเป็นอย่างมาก เพราะแรงงานต่างด้าวที่หลั่งไหลมาทำงานในบ้านเรามีจำนวนมาก ทั้งที่ถูกและไม่ถูกกฎหมาย แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าการทำร้ายต่อยตีธรรมดา คือ "ปัญหาความมั่นคง" ซึ่งมีทีท่าว่าจะเป็นปัญหาหนักอกในอนาคต
เอาแค่มีปัญหาทะเลาะวิวาทธรรมดา ฝ่ายปกครองก็แทบ "เอาไม่อยู่" เพราะแรงงานต่างด้าวมีปริมาณพอๆ กับคนไทย แถมเวลาไปเจรจาให้เลิกแล้วต่อกันก็ไม่ฟังกันเลยแม้แต่น้อย จึงต้องใช้วิธี "ยิงปืนขู่" เท่านั้นถึงจะพอหยุดยั้งความเหิมเกริมไปได้บ้าง...ไม่งั้นอาจโดน "สหบาทา" เอาง่ายๆ
ขณะที่ นายสงวน ปานบ้านเกล็ด หรือ "กำนันชัย" แห่ง ต.หนองนกไข่ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ก็กล่าวด้วยความวิตกว่า วันดีคืนดีแรงงานเหล่านี้อาจลุกฮือ รวมตัวกัน "ยึดประเทศ" ก็เป็นได้
"เมื่อไม่นานมานี้เคยมีแรงงานพม่านำเครื่องขยายเสียงขึ้นรถปิกอัพแล้วประกาศเป็นภาษาพม่าเพื่อปลุกระดมแรงงานด้วยกันให้สู้กับคนไทยที่เคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันมาก่อน แถมยังนำยาเสพติดเข้ามามอมเมาคนไทย เพราะคนต่างด้าวเหล่านี้รู้ดีถึงพิษภัยของมันเป็นอย่างดี พวกเขาจึงไม่เสพ แต่จะนำมาให้คนไทยเสพเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคง" กำนันชัย กล่าวกระตุ้นเตือน
"เหิมเกริม" กันขนาดนี้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่อดเป็นห่วงเป็นใยตามประสาคนไทย "เลือดรักชาติ" ไม่ได้...
ทว่า พล.ต.ต.สุชีพ หนูนาง ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร ก็ให้ความมั่นใจว่า เจ้าหน้าที่ได้เข้มงวดกวดขันเรื่องแรงงานต่างด้าวอยู่แล้ว โดยเฉพาะปัญหาด้านอาชญากรรม ขณะนี้มีแรงงานต่างด้าว ทั้งที่ขึ้นทะเบียนและยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนประมาณ 1 แสนคน
ส่วนมาตรการ "คุมเข้ม" ปัญหาอาชญากรรม ซึ่งอาจเกิดจากแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ มีดังนี้ 1) หลังเวลา 20.00 น .จะไม่ให้มีการออกนอกพื้นที่โดยไม่มีเหตุอันควร 2) การตั้งจุดตรวจอาวุธและบัตรแรงงานต่างด้าวเป็นประจำทุกวัน
ส่วนมาตรการด้านความมั่นคงนั้น นายธีระบูลย์ โพบุคดี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวถึงมาตรการป้องกันปัญหาดังกล่าวว่า ทางจังหวัดมีมาตรการเชิงรุก โดยร่วมมือกับฝ่ายตำรวจจัดสายตรวจและสายลับออกตรวจตราตามจุดล่อแหลมหรือสถานที่ที่มีแรงงานต่างด้าวอาศัยอยู่โดยตลอด
ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร ให้ความมั่นใจว่า แผนการป้องกันดังกล่าวจะมีการประชุมร่วมกันทุกเดือน และมีแผนไว้รองรับหลายรูปแบบ จึงไม่ต้องกังวลกับเรื่องแรงงานต่างด้าวยึดเมือง และขอให้มั่นใจว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้น และเราคงไม่ปล่อยให้คนชาติอื่นมารุกรานบ้านเราอย่างแน่นอน
"มาตรการป้องกันความมั่นคงของบ้านเมืองต้องได้รับการร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบสิ่งผิดปกติหรือไม่เหมาะสมให้แจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้เลย ส่วนกำนันผู้ใหญ่บ้านก็อยู่ในสังกัดฝ่ายปกครองอยู่แล้วสามารถดำเนินการได้เลย หากกำลังไม่พอก็สามารถแจ้งให้ส่วนกลางทราบทันที" ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร กล่าวกระตุ้นจิตสำนึกของทุกคน
จากการนำเสนอหัวข้อข่าวและเนื้อหาของสื่อหนังสือพิมพ์ข้างต้นคือผลิตผลของอคติทางชาติพันธุ์ที่มีต่อ”แรงงานพม่า” ที่ถูกตอกย้ำผ่านสื่อ และวิธีคิดของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานในภาครัฐ ทั้งๆที่สื่อและผู้ให้สัมภาษณ์นั้นไม่รู้เลยว่าตัวตนที่แท้จริงของแรงงานพม่าเหล่าเป็นใครกันแน่ ดังนั้นเมื่อพูดถึงแรงงานพม่าจึงมีการเลือกถ้อยคำเช่น “แรงงานเถื่อน” “แรงงานไร้ฝีมือ” “ประชากรแฝง” “พม่ายึดเมือง” “ลุกฮือขึ้นยึดประเทศ” “คนชาติอื่นมารุกรานบ้านเรา” มีความรู้สึกที่รุนแรงต้อง””คุมเข้ม” “ยิงปืนขู่” แรงงานพม่าที่”เหิมเกริม” ต้องโดน “สหบาทา” ถ้อยคำทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้เป็นสะท้อนความรู้สึกลึกๆ ของความรุนแรงในระดับตัวบุคคลและองค์กรผ่านความเป็นชาตินิยม(Nationalism)ของคนไทย ที่จะต้องมี “เลือดรักชาติ”เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่ถูกถูกสร้างขึ้นภายใต้กระบวนการสร้างชาติ มาตั้งแต่ยุคที่ไทยต้องเผชิญกับการคุกคามของลิทธิล่าอาณานิคมจากต่างชาติ ที่ยังคงหยั่งรากฝั่งลึกอยู่ในความรู้สึกของผู้คนในสังคมตราบจนปัจจุบัน เมื่อมันถูกนำไปเชื่อมโยงเข้ากับ "คนไทย" "รัฐ(ประเทศ) ไทย" ทำให้วาทกรรมดังกล่าวไม่ได้ปฏิบัติการแค่ในระดับพื้นที่ที่ควบคุมคนกลุ่มนี้ไว้ แต่ลงลึกในระดับของตัวบุคคลที่ทำให้ไม่ว่าใครก็ตามที่เป็นแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติที่มาจากประเทศพม่ากลายเป็นบุคคลอันตราย บุคคลที่ต้องผลักดันกลับประเทศ
จึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจคนมอญจากเมืองมอญ ที่ถูกสังคมไทยนิยามว่าเป็น “แรงงานพม่า” เพราะความไม่เข้าใจถึงตัวตนที่แท้จริง มองแค่ว่าเป็นพลเมืองของประเทศพม่าและถือสัญชาติพม่า จะว่าไปแล้วคนมอญจากเมืองมอญก็เปรียบเสมือน “หนีเสือปะจระเข้” ด้านหนึ่งก็คือการอพยพหนีความยากลำบากในประเทศพม่าทั้งจากปัญหาทางการเมือง และสภาพเศรษฐกิจตกต่ำจึงต้องจำใจจากญาติพี่น้องเดินทางเสี่ยงภัยเดินทางมาเมืองไทยเพื่อหางานทำ เพื่อตนเองและครอบครัวที่อยู่ข้างหลังได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ส่วนอีกด้านหนึ่งก็ต้องมาเผชิญความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนของแรงงานที่เกิดจากอคติของสังคมไทยที่มองว่าพวกเขาเป็น “คนพม่า” ทั้งๆที่ไม่มีคนมอญคนไหนต้องการจะให้เป็นอย่างนั้น
คนมอญจากเมืองมอญนั้นมี ภาษา หนังสือ วัฒนธรรม ประเพณี และสำนึกทางชาติพันธุ์ต่างจากกลุ่มชาติพม่าอย่างสิ้นเชิง เนื่องด้วยภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และการเมืองเป็นสำคัญ คนมอญนิยามตัวเองว่า “ชนชาติ” ในขณะที่รัฐบาลพม่าพยายามทำให้เป็น “ชนกลุ่มน้อย” คนมอญมีความภูมิใจในการมีอารยะธรรมที่ยิ่งใหญ่ในอดีตและการมีอยู่ของอาณาจักรหงสาวดี คือ “ชาติมอญ” ซึ่งมีความหมายว่า “มาตุภูมิ” อันศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งการดิ้นรนต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเองจากพม่า พร้อมกับถูกปลูกฝังมาด้วยอุดมการณ์ชาตินิยม และการปฏิเสธความเป็นพม่า ถึงแม้ว่าคนมอญจากเมืองมอญ(ประเทศพม่า)จะถือสัญชาติพม่า แต่ในความรู้สึกนั้นพวกเขากลับไม่ได้สำนึกในความเป็นชาติพม่าเลย
คนมอญนั้นเป็นชนชาติที่มีความใกล้ชิดผูกพันกับคนไทยมาตั้งแต่อดีตทั้งทางสายเลือดและวัฒนธรรม จนกระทั่งความเป็นมอญได้หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไทยในปัจจุบัน และเหนือสิ่งอื่นใดคนมอญในประเทศพม่ากับ คนมอญเมืองไทยซึ่งกลายเป็นคนไทยเชื้อสายมอญไปแล้วนั้นมีบรรพบุรุษร่วมกัน
จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าผู้คนถูกทางการเรียกว่า “แรงงานต่างด้าว” หรือ “แรงงานข้ามชาติ”จากประเทศพม่าในจังหวัดสมุทรสาครและพื้นที่อื่นในประเทศไทยส่วนมากเป็น “คนมอญ” เพราะเมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนแล้วชนชาติพม่านั้นมีน้อยมาก และถึงเวลาแล้วหรือยังที่ผู้คน สื่อมวลชนหน่วยงาน องค์กร ต่างๆในสังคมไทยต้องทำความเข้าใจต่อตัวตนแรงงานข้ามชาติจากประเทศพม่าให้ถูกต้อง อย่าให้ความไม่รู้และอคติทางชาติพันธุ์ต่อคำว่า”พม่า” ที่หยุดอยู่แค่เพียง “ศัตรู” “มึงมาเผากู” หรือ “สงครามไทยรบพม่า” ที่ถูกกล่าวถึงอยู่ตลอด มาบดบังความเข้าใจตัวตนที่แท้จริงของแรงงานข้ามชาติจากประเทศพม่าที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย
................................................................
บรรยายรูป
รูปที่ 1 ทำบุญวัดโคก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร
รูปที่ 2 ตักบาตรเทโว วัดศิริมงคล อ.เมือง จ.สมุทรสาคร
สมพงค์ สระแก้ว ,แรงงานข้ามชาติสมุทรสาครกับสภาพการณ์การดำรงอยู่ การบริหารคุ้มครอง ในมิติมุมมองของสังคมไทยด้านความมั่นคงของมนุษย์,(เครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน,2548) เอกสารอัดสำเนา หน้า 3.
สำหรับดินแดนทางภาคตะวันตกของพม่า เช่น รัฐคะฉิ่น รัฐฉิ่น รัฐอาระกัน ภาคซาเกียง และภาคมากะวี จะอพยพเข้าไปเป็นแรงงานที่ประเทศอินเดียและบังคลาเทศมากกว่าที่จะมาประเทศไทย
สมพงค์ สระแก้ว , แรงงานข้ามชาติกับปัญหาด้านสาธารณสุขในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร,(เครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน(LPN)กันยายน 2548) เอกสารอัดสำเนา หน้า 1.
อดิศร เกิดมงคล และ บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์, แรงงานต่างด้าวชาวพม่าและความรุนแรงปัญหาแรงงานพม่า และ มายาคติความเป็นชาติไทย แหล่งที่มา www.midnightuniv.org.
|