พม่าในความทรงจำ ( 3 )
ท่านผู้อ่านที่เคารพ..สภาพบ้านเมืองมอญในพม่าเมื่อต้นปี พ.ศ. 2531 หากจะเปรียบเทียบกับประเทศไทยไม่ทราบว่าจะเลือกจังหวัด อำเภอ หรือตำบลใดในการเปรียบเทียบ เพราะทั้งวิถีชีวิต การปกครอง สาธารณสุข หรือระบบเศรษฐกิจเป็นชุมชนแบบพึ่งตนเองดั่งเดิมอย่างแท้จริง เช้าขึ้นมาไปไร่ ไถนา เย็นก็กลับมา สำหรับผู้เฒ่าผู้แก่ หากว่างก็จะเข้าวัดมาสนทนากับพระสงฆ์องค์เจ้า
หมู่บ้านที่ผู้เขียนไปเรียนหนังสือก็มีสภาพดั่งเช่นนี้..เป็นหมู่บ้านมีบ้านเรือนตั้งอยู่ประมาณ 300 -400 หลังคาเรือนมีวัด 2 วัด ส่วนหมู่บ้านที่ติดกันอีกหมู่หนึ่งเป็นหชุมชนขนาดใหญ่ประมาณ 1,500 หลังคาเรือน หมู่บ้านที่ใหญ่ขนาดนี้ไม่มีรถเมล์ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีโรงหนัง ไม่มีตลาด และไม่มีถนนหนทางที่ลาดยางสู่โลกภายนอก (ปัจจุบันทราบว่ามีรถเมล์ให้โดยสารเข้าตัวเมืองแล้ว ด้วยถนนที่สร้างด้วยแรงงานคน) แต่ถึงอย่างไรก็แล้วแต่การที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ ส่งผลดีต่อประชากรในหมู่บ้านที่ไม่ต้องดิ้นรนหรือทำให้ตัวเองมีความรู้สึกขาดอะไรไปบางอย่างในชีวิต
ด้วยความที่ผู้เขียนมาจากเมืองไทย ทั้งเจ้าอาวาสและพระภิกษุ –สามเณรจะเรียกชื่อผู้เขียนว่า “สามเณรเสิ้ม” ที่แปลว่า “สามเณรไทย” เราก็คิดในไทยตอนอยู่เมืองไทยเพื่อนไทยเรียกเราว่า “สามเณรมอญ” อยู่เมืองมอญถูกเรียกว่า “สามเณรไทย” ไป ๆ มา ตัวเองคนไทยก็ไม่ใช่ คนมอญก็ไม่เชิง เลยกลายเป็นคนไม่มีพวก และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ในวัดมอญมีหัวโจกเป็นเด็กวัดโข่งที่อายุมาก ชอบข่มขู่สามเณร และทั้งสามเณรเองก็มีหัวโจกที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ เราเลยกลายเป็นคนไม่มีพวก แต่มีเพื่อนสามเณรคนหนึ่งท่านเคยอยู่เมืองไทยแถวบ้านโป่ง พอพูดไทยได้บางคำ เป็นเพื่อนสนิทและคอยปลอบใจและช่วยเหลือตลอดทั้งติวหนังสือและวิธีรับมือกับแก้งเด็กวัดเหล่านี้
ธรรมเนียมมอญก่อนเข้าเขตแดนวัดจะต้องถอดรองเท้าเข้ามา ซึ่งหากเป็นพระสงฆ์ไม่ต้องถอดรองเท้า และหากเป็นพระสงฆ์อาคันตุกะตรงบันไดวัดจะมีถังน้ำสำหรับล้างเท้า จะมีเด็กวัดหรือสามเณรคอยตักน้ำลาดเท้า ถูเท้าให้ก่อนขึ้นวัด และหากขึ้นมาได้หน่อยหนึ่งก็จะมีเด็กวัดอีกชุดคอยเอาผ้าขนหนูสีขาว ๆ เช็ดเท้าอีกชั้นหนึ่ง หากพระสงฆ์นั้นมาในช่วงเพล ท่านเจ้าอาวาสก็จะสั่งให้ชาวบ้านหาอาหารที่ดีที่สุดคอยต้อนรับ พวกเราก็พลอยได้รับอานิสงค์ด้วย คือเจ้าอาวาสและพระสงฆ์อาคันตุกะ ฉันได้หน่อยหนึ่งแล้วก็จะแบ่งลงมาให้พวกเราซึ่งเป็นสามเณรได้ฉันด้วย ซึ่งแบบนี้นาน ๆ จะมีครั้งหนึ่ง
ปีที่ผู้เขียนไปอยู่นั้น คือ พ.ศ. 2531 ข้าวยากหมากแพง มีการเรียกร้องประชาธิปไตย เห็นกลุ่มนักศึกษาประท้วงตามหมู่บ้านและรณรงค์ประชาธิปไตยกันทั่ว ทั้ง ๆ ที่ชาวบ้านไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรคือ ประชาธิปไตย เหมือนครั้งหนึ่งประเทศไทยในสมัยปี 2475 คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักคำว่าประชาธิปไตย และคิดว่าคำว่า ชาวบ้านไม่มีข้าวสารกิน ท่านเจ้าอาวาสต้องแบ่งข้าวที่ท่านตากแห้งไว้ แล้วใส่กระสอบปุ๋ยแบ่งให้ชาวบ้านไปต้มกิน บางคนต้องขุดมันกลอยตามป่า และอาศัยน้ำข้าวประทังชีวิต มีเด็กและผู้สูงอายุหลายคนเสียชีวิตจากวิกฤตข้าวยากหมากแพงครั้งนี้
ชีวิตพระสงฆ์-สามเณรแม้ไม่ถึงว่าจะอดอาหารก็แต่ทำให้พวกเรารู้สึกไม่ดีและได้รับความลำบากจากโภชนาการที่ไม่สมบูรณ์
วันหนึ่งผู้เขียนป่วย ท่านเจ้าอาวาสให้ฉันยาสมุนไพรก็ไม่หาย เกิดท้องเสียติดต่อกันเป็นอาทิตย์ ลุกไม่ไหว ไม่มีแรง อาหารการกินก็ไม่สมบูรณ์จะไปหาหมอก็ไกล ท่านเจ้าอาวาสให้ฉันยายิ่งฉันยิ่งท้องเสีย จนวันหนึ่งท่านสงสัยไปดูขวดยาใหม่ ผับผ่า ! ดันหยิบผิดขวด หยิบยาแก้ท้องเสีย ดันไปเป็นยาแก้ท้องผูก แกหัวเราะชอบใจใหญ่บอกว่า “สามเณรเสิ้ม” เกือบเอาชีวิตมาทิ้งที่นี้ แต่เรานะตอนนั้นอยากกลับเมืองไทยใจแทบขาด
ช่วงที่อยู่เมืองมอญประมาณ 1 ปีมีเรื่องมากมายให้ศึกษาและเล่าให้ฟัง เช่น การต้องไปสอบหนังสือปากเปล่าได้เงินมา 42.25จ๊าดการบิณฑบาตข้าวสารน้ำมันตามหมู่บ้านและวัดต่าง ๆทั้งยังได้มีโอกาสร่วมเตะฟุตบอลนัดกระชับมิตรกับวัดต่างๆด้วย
แต่สิ่งที่อยากเล่าที่สุดและประทับใจมาจนทุกวันนี้นอกจากอัธยาศัยคนมอญผู้เฒ่าผู้แก่แล้ว ก็คือ คนหนุ่มสาว เวลาเข้าพรรษาทุกวันพระพวกเธอจะพากันเข้าวัด จัดเตรียมอาหารให้พระสงฆ์ –สามเณร ช่วยกันคนละไม่ละมือ หลังจากพระสงฆ์สามเณรฉันสร็จก็จะเตรียมให้ผู้เฒ่าผู้แก่ผู้ปฏิบัติธรรมทานต่อ เมื่อทานเรียบร้อยแล้วก็จะล้างจาน เช็ดเก็บอย่างดี ตอนเย็น ๆ ซึ่งอย่างที่ผู้เขียนได้เล่าให้ฟังว่าในวัดจะแบ่งศาลาปฏิบัติไว้ 2 หลัง สำหรับหญิงชาย คนหนุ่มสาวเหล่านี้เย็น ๆ ก็จะแบ่งหน้าที่กันไปตักน้ำ อาบน้ำ ชำระร่างกาย ถูตัว ให้ผู้เฒ่าผู้แก่ที่มาปฏิบัติธรรม ที่นั้น เป็นที่สนุกสนาน เป็นความผูกพันธ์ที่น่าทึ่งมาก มากจนเรานึกถึงทุกวันนี้ คิดถึงพ่อแม่เราจนน้ำตาแทบไหล ที่ปล่อยให้ท่านอยู่ต่างจังหวัดโดยอาศัยเพียงเงินที่ส่งไปเท่านั้น ไม่ได้ปฎิบัติอะไรต่อท่านเลย
ต้นปี 2532 หลังจากออกพรรษามาได้หลายเดือนผู้เขียนอยากกลับเมืองไทยก็กลับไม่ได้ เพราะตอนนั้นทหารมอญกับทหารกระเหรี่ยงสู้รบกันอยู่ ด่านเจดีย์สามองค์ปิด และตอนนั้นค่ายทหารมอญ ณ ด่านเจดีย์สามองค์แตกแล้ว กระวนกระวายมาก วันหนึ่งท่านเจ้าอาวาสเรียกไปพบและบอกว่าจะให้กลับเมืองไทย โดยให้อาศัยไปกับทหารมอญ ดีใจมาก เมื่อถึงกำหนดเดินทางกลับ ลาผุ้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน ท่านเจ้าอาวาสไปส่งตัวให้ทหารมอญอีกหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งรวมตัวกันอยู่ทั้งทหารและชาวบ้านที่จะเดินทางร่วมกันประมาณ 100 คน เดินทางด้วยความลำบาก เพราะเดินทางแบบทหาร เดินตามป่าเขา และเน้นกลางคืน กลางวัดผักผ่อน ค้างแรมระหว่างทางประมาณ 2 คืนก็ถึงด่านเจดีย์สามองค์ ตอนนั้นสภาพบ้านเรือนด่านเจดีย์สามองค์ไม่มีผู้คนเลย กลายเป็นเมืองร้าง ตามฝาพนังบ้านเห็นรอยรูกระสูนเต็มบางบ้านก็ถูกไฟเผา เดินผ่านประตูจัดงานวันชาติมอญเมื่อปี 2531 แล้วอดหดหู่ไม่ได้
เพียงไม่ถึงปี สภาพบ้านเรือน หมู่บ้านที่เคยเจริญรุ่งเรือง เป็นฐานอันสำคัญของกองทัพกระบวนการกู้ชาติมอญ บัดนี้พังพินาศไปหมด ก่อนถึงด่านเข้าประเทศไทย มองขึ้นไปทางซ้ายมือ เห็นอนุสรณ์พระเจ้าราชาธิราช ยืนตระหง่านชูดาบอยู่ ตอนนั้น ไม่ได้นึกคิดอะไรมากมาย แต่หากขอได้ อยากขอให้พระองค์ท่านเอาดาบฟัน
“ไอ้คนจัญไร..ที่บังอาจทำให้กูกลับประเทศไทยไม่ได้”
พิธีบวชสามเณรในวัดมอญ
พม่าในความทรงจำ ( 1 ) ( 2 ) ( 3 ) ( 4 )
|