หน้าแรก
   การเมือง
   การศึกษา
   บันเทิง
   เศรษฐกิจ
   ประเพณีมอญ
   บทกลอน
   บทความ
 ǻШѹ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
พม่าในความทรงจำ


พม่าในความทรงจำ ( 2 )
ประธานาธิบดีนายโฉยจีน-๒๕๓๕-๒๕๔๖สภาพบ้านเมืองพม่าก่อนปี 88 /8/8 ไม่ต่างจากปัจจุบันอะไรมากนัก ทั้งสภาพบ้านเรือน การคมนาคม และวิถีชีวิตของผู้คน ล้วนบริสุทธิ์ผุดผ่องเหมือนกับสภาพสังคมไทยเมื่อประมาณ  50 ที่แล้ว คือสภาพสังคมไทยก่อนที่จะรับระบบทุนนิยมเดินตามแผนสหรัฐอเมริกาที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นลูกหม้อของสหรัฐในการต่อสู้กับระบอบคอมมิวนิสต์ และสหรัฐอเมริกาช่วยประเทศไทยในการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ( 2504 -2509 ) ขึ้นมา ทำให้ประเทศไทยมีความเปลี่ยนแปลงและมีสภาพวุ่นวายมาจนทุกวันนี้ (หรือใครกล้าเถียงว่าปัจจุบันประเทศไทยไม่วุ่นวาย)

ผู้เขียนเดินทางเข้าประเทศพม่าในวาระที่สอง..ครั้งนี้เดินทางไปทั้งที่ไม่อยากเดินทาง แต่สาเหตุเพราะว่า ผู้เขียนบวชสามเณรในต้นปี 2531 และมีโอกาสไปเที่ยวงานวันชาติมอญที่เจดีย์สามองค์ รู้จักเพื่อนสามเณรชาวมอญรูปหนึ่ง และเมื่องานวันชาติจบท่านก็ตามมาเมืองไทยด้วย มาอยู่กับผู้เขียน (เพราะสามเณรรูปนี้อยากกินปลากระป๋อง.. เรื่องจริง)  ตอนนั้นผู้เขียนพูดมอญไม่ค่อยได้ และภาษามอญยิ่งอ่านไม่ออก ท่านก็สอนให้และเล่าถึงสภาพบ้านเมืองและความรักชาติให้ผู้เขียน และมีวันหนึ่งเราสองคนก็มีแนวคิดจะลาสิกขาคิดว่าจะสึกไปเป็นทหารมอญด้วยกัน เพราะความอยากเป็นทหารนี้ฝังใจมาตั้งแต่เด็กแล้ว  ไปปรึกษาทางครอบครัว ทางครอบครัวไม่อยากให้สึกและไม่อยากให้เป็นทหารมอญ ผู้เขียนเสนอเงื่อนไขใหม่ คือเมื่อไม่ให้สึกผู้เขียนขอไปเรียนภาษามอญและหนังสือมอญในเมืองมอญแทน ทางครอบครัวยอม เพราะคิดว่าคงดีกว่าไปเป็นทหารมอญ

ฌาปณกิจศพนายมินทุด-๒๕๔๕ตอนนั้นจำได้ว่า..เดินทางผ่านลงไปทางเจดีย์สามองค์ด้วยเกวียน เพราะตอนนั้นเจดีย์สามองค์เป็นแดนเศรษฐกิจ เป็นจุดค้าขายที่สำคัญ และเจริญรุ่งเรืองมาก คนมอญ พม่า กะเหรี่ยง แขก นำสินค้าทั้งวัว น้ำตาล ข้าวเปลือก ยางพารา มาขายที่เจดีย์สามองค์ แล้วก็นำสินค้าฝั่งไทยอย่างผงชูรส (คนมอญปรุงอาหารใส่ผงชูรส) น้ำมัน และสินค้าประเภทอื่น ๆ เข้าไปขายยังเมืองมอญ

เดินทาง ผ่านด่านทหารมอญ ด่านทหารกะเหรียงหลายด่าน ผู้เขียนไม่ชอบนั่งเกวียนชอบเดินมากกว่าเพราะชอบธรรมชาติสองข้างทางมาก เป็นป่าใหญ่ทึบ มีต้นน้ำลำธารร่มรื่น ต้นไม้ใหญ่โต อากาศบริสุทธ์ เหนื่อยก็พักแรม  ผู้เขียนมีความลำบากเรื่องรับประทานอาหารมาก เพราะอาหารการกินที่นั้นผู้เขียนไม่ชินและดูแล้วไม่สะอาด เลยทานไม่ค่อยลง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นหมู่บ้านคนกะเหรี่ยง ซึ่งแต่ก่อนคนมอญชอบมองเขาว่าสกปรกแล้ว ยิ่งไม่กล้าทานเลย

การจะหาที่รับประทานอาหารที่เป็นหมู่บ้านมอญ ยิ่งลำบาก  เพราะสองข้างทางไม่ค่อยจะมีหมู่บ้าน จะมีก็ทิ้งระยะห่างกัน  หากเจอหมู่บ้านก็มีบ้านเรือนตั้งอยู่ประมาณ  5 -10 หลัง และสังเกตว่าจะตั้งอยู่ใกล้ ๆ แม่น้ำลำคลอง  ดูแล้วเป็นบ้านกลุ่มบ้านชั่วคราวเพื่อรองรับพ่อค้า แม่ค้า คนเดินทางมากกว่า

นักการเมืองมอญปัจจุบันจำไม่ได้ว่านอนค้างแรมระหว่างเดินทางกี่คืนแต่ไม่เกิน 2 คืนแน่..กว่าจะถึงจุดหมู่บ้านเป้าหมายคือหมู่บ้านมอญที่เป็นเครือญาติของพ่อและแม่ และเป็นหมู่บ้านมอญที่ผู้เขียนได้พูดถึงไว้ในตอนแรกที่เคยอยู่สมัยเป็นเด็ก

คนมอญ..ผู้เขียนชอบอย่างหนึ่งและเป็นเสน่ห์ที่ไม่มีชาติใดในโลกทำได้นั่นก็คือ มิตรไมตรีในการต้อนรับแขกผู้มาเยือน เรื่องนี้หากจะพูดแล้วยาว แต่จำเป็นต้องพูดก็คือ ตอนที่ผู้เขียนไปเที่ยวประเทศออสเตรเลียเมื่อกลางปี 2548 ตอนนั้นไม่รู้จักใครสักคนเลยในประเทศนั้น เว้นพี่ปัญญา หงษา พี่เคนเจ้าบ้านที่ผู้เขียนไปอยู่เป็นแรมเดือนตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเจอและรู้จักกันมาก่อนเลยด้วยซ้ำ และมีอีกหลายคนเช่น พี่แวกร้ง พี่เชฟ และอีกหลายคนหลายครอบครัว ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน  แต่จะพาผู้เขียนไปเที่ยว ไปทานข้าวที่บ้าน  ช่วยเหลือผู้เขียนตลอดช่วงที่อยู่ที่นั้น

สภาพหมู่บ้านเดิมที่ผู้เขียนอยู่ในสมัยเด็ก ระยะห่างไม่ถึง 10 ปี สภาพหมู่บ้านเริ่มเปลี่ยนแล้ว หนุ่มสาวเริ่มอพยพเข้ามาขายแรงงานในประเทศไทยแล้ว สภาพบ้านจากเดิมที่มุงด้วยใบไม้ เริ่มมีบ้านที่มุงด้วยสักกะสี หากบ้านใดมุงด้วยสักกะสีแปลว่าบ้านนั้นๆ มีฐานะดี ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือเงินที่คนหนุ่มสาวเข้ามาขายแรงงานและนำไปปลูกบ้านสร้างเรือนนั่นเอง

ธงชาติมอญปัจจุบันวัดที่ผู้เขียนจะไปเรียนหนังสือมอญนั้นห่างจากหมู่บ้านที่กล่าวถึงนี้ประมาณ 50 กม.เจ้าอาวาสเป็นญาติทางฝ่ายแม่ และมีชื่อเสียงในกิตติศัพท์เรื่องสอนหนังสือและดุ เป็นพระสงฆ์ที่เคร่งครัดและตัวเล็ก ๆ น่าเคารพนับถือมาก สภาพวัดเหมือนกับวัดในพม่าทั่วไป หลังเดียว เหมือนศาลาการเปรียญ แบ่งเป็นชั้นพระ ห้องเจ้าอาวาส สำหรับพระเณร เด็กวัดนอนเรียงรายยาวเป็นแถวเดียวกัน ใช้ตู้เหล็กสำหรับใส่จีวรของใช้ เล็ก ๆ น้อยๆ กั้นไม่มีกุฏิส่วนตัวหรือห้องเดียวเหมือนประเทศไทย ไม่มีทีวี ไม่มีตู้เย็น ไม่มีเครื่องเสียง เพราะไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา มีแต่บ่อน้ำ ซึ่งใช้ทั้งดื่ม  ทั้งอาบ พื้นที่วัดประมาณ 5 ไร่  มีสวนมะพร้าว มีอุโบสถที่ห้ามผู้หญิงเข้าในเขตแดน มีศาลา 2 หลัง แยกกันคนละฝั่งสร้างไว้ให้สำหรับอุบาสก อุบาสิกา มาถือศีลปฏิบัติธรรมในวันพระ วันโกน เป็นศาลาหลังใหญ่สร้างด้วยไม้  มีห้องน้ำประมาณ 5 ห้อง แยกสำหรับพระเณร และเจ้าอาวาส  มีห้องสุขาสำหรับปัสสาวะซึ่งแยกออกมาต่างหากอีกหลังหนึ่ง  สำหรับเด็กวัดมีห้องสุขาด้านหลังเห็นอุจจาระกองเต็ม นึกถึงตอนนี้แล้วแทบทานข้าวไม่ลง

ครั้งหน้าผู้เขียนจะเล่าบรรยากาศช่วงที่ใช้ชีวิตอยู่ในวัดแห่งนี้ที่มีทั้งทุกข์ และสุข และที่สำคัญเกือบเสียชีวิต เพราะอะไร สัปดาห์หน้าครับ..

พม่าในความทรงจำ ( 1 ) ( 2 ) ( 3 )


 

 


:: Home | To Top ::

Copyright © 2004-2005, Kao Wao News Group. All rights reserved. Suggestions or comments to the Editor. Code by Webmaster.