แนวคิดและกระบวนการสร้างชาตินิยม Monland99@hotmail.com
คำว่า “รัฐชาติ” นักวิชาการทุกสาขาวิทยา สรุปตรงกันว่าเกิดขึ้นมาเมื่อประมาณ 200 ปีที่ผ่านมานี้เอง และมีแนวคิดในกระบวนการเกิดรัฐชาติ แยกออกเป็น 2 สำนักใหญ่ คือ สำนักสมัยใหม่ สำนักนี้มองการแยกเกิดของรัฐชาติออกจากอดีตอย่างสิ้นเชิง มีแนวคิดว่าการเกิดของชาติหรือรัฐเป็นผลผลิตของโลกยุคโลกาภิวัฒน์ เช่น การปฏิวัติระบบความคิดทางการเมืองหรือปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ การปฎิวัติอุตสาหกรรม การปฎิวัติเทคโนโลยีการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นสิ่งพิมพ์ อินเตอร์เนต วิทยุ โทรทัศน์หรือแม้กระทั้งการเคลื่อนไหวของทุน อีกสำนักหนึ่ง คือ สำนักเก่าแก่โบราณ มองว่ารัฐชาติมีที่มาจากรากเหง้าในอดีตที่เก่าแก่กว่าแนวคิดของนักวิชาการสำนักสมัยใหม่ เช่น มาจากความเชื่อในการมีบรรพบุรุษรวมกัน มีวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีร่วมกัน ซึ่งผู้เขียนในฐานะเป็นพลเมืองคนเอเชียและเรียนรัฐศาสตร์มา ค่อนข้างเห็นด้วยกับนักวิชาการสายนี้ โดยมุมมองของนักทฤษฎีในสายนี้มองว่ากลุ่มชาติเอเชียก่อเกิดมาก่อนสมัยใหม่ โดยใช้รากฐานทางชาติพันธุ์ ใช้สัญลักษณ์ อัตลักษณ์ ร่วมกันแล้วแปรออกมาเป็นแนวคิดชาตินิยมขึ้น นักวิชาการคนแรกที่ใช้แนวคิดทางมิติทางประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์มาอธิบายความเกิดเป็น “รัฐชาติ” ขึ้นได้แก่ Clifford Greertz โดยเขาแยกการเกิด “จิตสำนึกร่วมกัน” 6 ประการ ได้แก่ (1) การสืบสายเลือดเดียวกัน (2) การมีเผ่าพันธุ์ร่วมกัน (3) มีกลุ่มภาษามาจากรากเหง้าเดียวกัน (4) มีศาสนาเดียวกัน (5) มีพื้นฐานดินแดนเดียวกัน (6) มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมร่วมกัน สัปดาห์ที่ผ่านมาผู้เขียนได้เสนอแนวคิดในการสร้าง “จิตสำนึกร่วม” เพื่อแปลงเป็นกลไกสร้างเป็น “ชาตินิยม” ของกลุ่มชาติพันธุ์มอญ โดยเสนอแนวทางอย่างกว้าง ๆ 3 ประการ คือ (1) มิติทางประวัติศาสตร์ (2) ศาสนา และ ( 3) ดินแดน การใช้มิติทางประวัติศาสตร์ในกอบกู้ชาติหรือการสร้างจิตสำนึกร่วมทุกกลุ่มเผ่าพันธุ์พยายามอย่างยิ่งที่จะแสวงหาโดยเฉพาะ “ตัวบุคคล” ถือเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด ในการสร้างจิตสำนึกร่วม คนมอญครั้งหนึ่งหรือแม้กระทั้งตอนนี้ผู้เขียนมีความภาคภูมิใจและดีใจอย่างยิ่งที่ชนชาติมอญ มี นักต่อสู้ชายชาติทหารอย่าง นายปันยุ ผู้นำกระบวนการกู้ชาติมอญอีกคนหนึ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ตามเทือกเขาตะนาวศรี แม้จะถูกยิงแทบเอาชีวิตไม่รอด เสียลูกไปหมด จิตใจก็ยังเข้มแข็งกลับไปสู้กับทหารพม่าต่อ แม้จะมีคนเสนอให้ลี้ภัยไปประเทศที่สามก็ตามที (โปรดเข้าใจว่า ผู้เขียนไม่เคยรู้จักกับนายปันยุเป็นการส่วนตัวและไม่เคยสนทนาด้วย) นี่ก็คือตัวอย่างในการต่อสู้ แต่เนื่องจากผู้เขียนมิใช่นักประวัติศาสตร์มอญ จึงไม่รู้ว่าคนมอญท่านใดบ้างที่มีวีรกรรมพอสร้างเป็นแบบอย่างได้ จึงต้องยกนายปันยุเพราะทราบวีรกรรมและกิตติศัพท์ของท่าน การใช้มิติทางศาสนา ศาสนาพุทธแม้จะเป็นศาสนาที่สอนให้มนุษย์ทุกคนมีเมตตาต่อกัน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน แต่ความเป็นชาติต้องมาก่อนศาสนาเสมอ ชาติเป็นสิ่งที่ก่อตัวมาตั้งแต่เกิดตามสายเลือด สายพันธุ์ไม่สามารถแยกออกจากร่างกายและจิตใจได้ หากเราไม่มีชาติ ศาสนาขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมวันหนึ่งก็ต้องสูญสลาย ครั้งหนึ่งหลวงพ่ออุตตมะเคยสนทนากับผู้เขียนที่วัดใหม่คลองเจ็ด ว่าหากมอญเราไม่มีชาติ วันหนึ่งเรา (คนมอญ) ก็คงไม่มีเหลือในโลกนี้ ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วยกับหลวงพ่อ ผู้เขียนคิดอยู่เสมอว่าคนมอญเป็นคนที่ยึดมั่นอยู่ในพุทธศาสนามาก ทำอย่างไรเราจะใช้ความศรัทธาตรงนั้น เพื่อสร้างเป็นกลไกเป็นเครื่องมือในการสร้างจิตสำนึกร่วมกันในการกู้ชาติ ผู้เขียนเคยคิดแม้กระทั้งว่าจะพิมพ์หนังสือเแจกจ่ายตามวัดมอญในประเทศพม่า เพื่อเป็นหลักสูตรในการเรียนการสอนของเด็ก โดยมีประวัติศาสตร์มอญ ความเป็นมาของชาติพันธุ์มอญ และความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์มอญ ให้เด็กวัด สามเณร พระภิกษุได้เรียนรู้รากเหง้าของตนเอง และปัจจุบันผู้เขียนก็ทราบว่ามีเจ้าอาวาสบางรูปเวลาเทศนาสั่งสอนให้อุบาสก อุบาสิกาฟังก็มักพูดถึงอดีตความยิ่งใหญ่ชาติมอญอยู่เสมอๆ การใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการสร้างชาติมิใช่มีเฉพาะแนวคิดของผู้เขียนเท่านั้น แม้ประเทศไทยก็เคยทำมาแล้ว ประเทศไทยเคยแม้กระทั้งมีพระภิกษุเป็นผู้นำในการรบราฆ่าฟันกับพม่าเพื่อปกป้องดินแดนตนเองดังกรณีพระเจ้าฟางเป็นต้น และตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย อยุธยา หรือแม้กระทั้งยุคสมัยรัตนโกสินทร์ทั้งยุคต้นก็ใช้ศาสนาพุทธเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้แก่ผู้มีอำนาจโดยผ่านองค์กรสงฆ์ (หรือแม้กระทั้งปัจจุบันนักวิชาการก็เชื่อว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาสำคัญในการค้ำสถาบันหลักของชาติไทย) ประการสุดท้ายคือดินแดน เมืองหงษาวดีเป็นกรุงเก่าของชาติพันธุ์มอญมีประวัติศาสตร์อันยาวนานตั้งแต่แรกเริ่ม ทั้งเกี่ยวข้องกับพระพุทธองค์ที่ทำนายว่าต่อไปจะมีชนชาติมอญเข้ามาครอบครองอยู่อาศัย จึงเป็นดินแดนที่องค์ศาสดาประทานให้ สำหรับคนมอญ เพื่อคนมอญ และเป็นดินแดนของคนมอญอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้น จึงเป็นความชอบธรรมของพุทธศาสนิกชนชาวมอญในการทำสงครามเพื่อปลดปล่อยดินแดนแห่งนี้ให้เป็นของชนชาติมอญ และเชื่อว่าการยอมตายและอุทิศตนเพื่อศาสดาของตนเป็นความศรัทธาและชอบธรรมที่ถูกต้อง แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่ทรงสรรเสริญก็ตาม แต่ก็มิเคยคัดค้านมิใช่หรือ สรุปก็คือว่าหน้าที่ของกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อกลุ่มชาติมอญจะต้องสร้างรูปธรรมเคลื่อนไหวให้เกิดสิ่ง 3 ประการดังกล่าวข้างต้นให้เป็นรูปธรรมในเชิงประจักษ์ให้ได้โดยผ่าน “ผู้นำ” ทั้งผู้นำชุมชน ผู้นำหมู่บ้าน แกนปัญญาชน หรือแม้กระทั้งผู้นำทางศาสนาอย่างพระสงฆ์ก็ถือว่าเป็นปัจจัยหลักในการเคลื่อนไหวได้สะดวกที่สุด เพราะมีทั้งโอกาส และเวลา ในการทำงานแบบนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นกลุ่มชาติพันธุ์มอญจะต้องรู้จักหน้าที่ความเป็น “พลเมือง” ของตนเองด้วย ในท่ามกลางภาวะที่กลุ่มชาติพันธุ์มอญกำลังจะสูญพันธุ์อยู่ขณะนี้..
:: Home | To Top ::