แด่..ชนกลุ่มน้อย (มอญ)
โดย อุทัย มณี
ข้าพเจ้ามีความตั้งใจว่า จะเขียนบทความหรือข่าวสารทั่ว ๆ ไป ที่คนมอญสมควรได้รับรู้ สัปดาห์ละ ตอน ตามที่บรรณาธิการเวปไซต์กาเหว่าขอมา แต่เนื่องจากมีภารกิจต้องรับผิดชอบกับงานประจำที่ค่อนข้างหนักเอาการ และงานชมรมช่วยเหลื่อการศึกษาที่ข้าพเจ้าทำอยู่ บางสัปดาห์อาจจะไม่มีเวลา แต่ก็พยายามที่สุดว่าจะหาเวลาเขียนให้ได้ และที่สำคัญข้าพเจ้ามิใช่นักเขียนมืออาชีพ มิได้จบมาทางนิเทศศาสตร์ ทั้งไม่มีประสบการณ์เขียนบทความมาก่อน นอกจากเขียนบทรายการโทรทัศน์ที่มีการเกริ่นนำ และตั้งคำถาม ซึ่งมันคนละแบบอย่าง เพราะฉะนั้นสำนวนหรือความลื่นในตัวหนังสืออาจจะไม่ได้ความ ถูกใจท่านผู้อ่าน แต่จะพยายามจะทำให้ดีที่สุด ซึ่งเชื่อว่าผู้อ่านคงจักให้อภัยข้าพเจ้า ในฐานะมือใหม่
ความจริงวันนี้ข้าพเจ้ามีเรื่องที่อยากจะคุยหลายเรื่อง ทั้งเป็นห่วงเรื่องคนมอญในประเทศมอญและประเทศไทย รวมทั้งคนมอญที่ลี้ภัยไปอยู่แถวยุโรป อเมริกา ว่าวันหนึ่งหากมอญเราไม่สามัคคี ไม่ทำงานร่วมกัน และไม่มีนโยบาย ยุทธศาสตร์ที่เป็นรูปธรรม คนมอญจะไม่สามารถรักษาวัฒนธรรม ประเพณี ภาษาของตนได้แน่ และคงไม่เกิน 100 ปี หากสถานการณ์ยังดำรงอยู่เป็นดังเช่นปัจจุบัน คนมอญคงต้องสูญความเป็นชนชาติมอญในแง่วัฒนธรรมภาษาแน่ แต่ก็คงเหลืออยู่ในประวัติศาสตร์ให้ลูกหลานมอญได้รับรู้ว่า ครั้งหนึ่งในพื้นโลกนี้เคยมีชนชาติมอญ ซึ่งเป็นชนชาติที่หยิ่งทระนง แต่ล่มสลายไปในที่สุด เพราะไม่สามารถรักษาวัฒนธรรมตัวเองไว้ได้
และด้วยความเคารพมอญที่ลี้ภัยไปต่างประเทศว่ากำลังตกที่นั่งลำบากเรื่องเหล่านี้ ข้าพเจ้าเคยไปอาศัยอยู่ในชุมชนมอญลี้ภัย สิ่งที่ได้ประสบก็คือ เกิดช่องว่างระหว่างวัยในผู้ปกครองกับเด็ก เช่นเด็กรุ่นใหม่ ไม่พูดมอญ ไม่รู้จักวัฒนธรรมมอญ กลับมาบ้านเด็กไม่พูดภาษามอญ ซ้ำร้ายกว่านั้นพ่อแม่เด็กบางคนถึงบ้านไม่สนทนากับเด็กด้วยภาษามอญด้วยซ้ำ และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือพ่อแม่เด็กเหล่านี้ตอนที่ลี้ภัยไปโดยเฉลี่ยมีอายุเกินวัยเรียน ประเทศที่ตนเองอยู่มีค่าครองชีพสูง ช่วงแรกรัฐบาลประเทศนั้น ๆ ให้ค่าครองชีพพออยู่ได้ เมื่อพ้นระยะหนึ่ง ถึงเวลาต้องทำงานเพื่อมีบ้าน มีรถ เมื่อมีบ้านมีรถ ก็ต่อขยันทำงาน หาเงิน เพื่อผ่อนรถ ผ่อนบ้าน หาเงินส่งลูกเรียนต่อ จึงไม่มีเวลาสั่งสอนลูกหลานเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณี รากเหง้าของตนเอง ในขณะที่พระสงฆ์มอญก็ไม่มีบทบาทอะไรเลย และมีจำนวนน้อย ต่างกับประเทศไทยที่รัฐบาลและคณะสงฆ์ไทยมีนโยบายส่งเสริมอย่างจริงจัง ที่จะให้คนไทยต่างแดน รักษาขนบธรรมเนียมของตนไว้ โดยเปิดสอนเด็กพุทธศาสนาวันอาทิตย์ในวัด และเมื่อปิดภาคเรียนก็ให้เด็กบวช เพื่อให้เด็กเรียนรู้รากเหง้าและภูมิใจในชาติเผ่าพันธุ์ของตนเอง
ตื่นขึ้นมาเช้าวันเสาร์( 19 พ.ค. 50 ) เปิดเมล์เห็นพี่สุนทรส่งรูปภาพเด็กนักเรียนมอญที่โรงเรียนสังคละบุรีแต่งชุดประจำชาติมอญแล้ว ความเป็นชาตินิยมข้าพเจ้าเริ่มพลุ่กพล่านทันที ทั้งที่ช่วงบ่ายนี้ ข้าพเจ้ามีนัดกับผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อไปขอท่านช่วยหาวัดให้พระสงฆ์ที่ชมรมส่งเรียน 1 รูป และอีกรูปเป็นพระสงฆ์พม่ามาเรียนต่อปริญญาโทอีกท่าน และอีกแห่งตั้งใจจะไปวัดปรก เพราะจะต้องนำซองผ้าป่าถวายทุนการศึกษาปีนี้ให้พระเพื่อน ๆ ช่วยแจก และจะไปเยี่ยมเณรที่ฝากไว้ด้วย
สรุปก็คือข้าพเจ้า จะเขียนข่าวสารง่าย ๆ แต่น่าห่วงใน 2 ประเด็น คือ
1. เรื่องที่รัฐบาลไทยกำลังให้สถานภาพแก่คนกลุ่มน้อยอยู่ตอนนี้
2. เป็นเรื่องที่ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเป็นห่วงเรื่องความมั่นคงในจังหวัดสมุทรสาครและอำเภอสังคละบุรีที่มีคนมอญจำนวนมากอาศัยอยู่
ประเด็นที่หนึ่ง คำนิยามว่า “ชนกลุ่มน้อย” ตามกระทรวงมหาดไทย หมายถึง ชนต่างเผ่าหรือ ต่างเชื้อชาติ ที่อาศัยรวมกันกับชนเผ่าอื่นที่มีเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจหมายถึงกลุ่มบุคคลที่มิได้มีสัญชาติไทย และมีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างกันไป เข้ามาหรืออาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยวิธีการหรือลักษณะที่แตกต่างกันออกไป
ชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ
- ประเภทกลุ่มคนที่รัฐบาลกำหนดจะให้สถานภาพอยู่ในประเทศไทยได้อย่างถาวร 13 กลุ่ม มีจำนวน 214,082 คน ซึ่งบางกลุ่มได้รับสถานภาพได้สัญชาติไทยแล้ว อย่างเช่นมอญสังคละบุรีบางคนได้รับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
- ประเภทกลุ่มคนที่รัฐบาลกำหนดให้สถานภาพให้อาศัยอยู่ในประเทศไทยได้ชั่วคราวมีจำนวน 2 กลุ่ม
ประเภทที่มีผลกระทบค่อนข้างรุนแรง และทางราชการกำลังอยู่ในขั้น พิจารณาและดำเนินการแก้ไขปัญหามี 2กลุ่ม
ปัจจุบันหลังจากกรมการปกครอง ดำเนินการให้สถานภาพแก่ชนกลุ่มน้อยที่ไม่มีสถานภาพทางกฎหมาย สามารถยื่นเอกสารหรือจดทะเบียนขอสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายได้ทั้งที่ส่วนกลาง คือสำนักกิจการความมั่นคงภายใน กรมการปกครอง และที่ว่าการอำเภอ กิ่งอำเภอ ทุกแห่งนั้น ได้มีกลุ่มบุคคลแอบอ้างต่อชนกลุ่มน้อยที่ขอสัญชาติได้ตามกฏหมาย โดยเรียกรับผลประโยชน์กับชนกลุ่มน้อยคนละไม่ต่ำกว่า 2 -3 พันบาท บางแห่งสูงถึง 20,000 บาท โดยกลุ่มบุคคลเหล่านี้มีทั้งบุคคลที่เป็นชนน้อยเอง ที่ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ทะเบียนบางคน ซึ่งปัจจุบันกำลังทำเป็นล่ำเป็นสัน ซึ่งตามขั้นตอนของกฎหมาย ชนกลุ่มน้อยที่ยื่นขอสัญชาติไทย และขอสถานะคนต่างด้าวเข้าเมือง จะเสียค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าธรรมเนียมตามที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น ค่าใช้จ่ายอื่นไม่ต้องเสียแต่อย่างใด (ค่าธรรมเนียมไม่น่าจะเกิน 100 บาท)
ข้าพเจ้าเคยสนทนากับ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล โฆษกกระทรวงมหาดไทยว่าทางรัฐบาลมีแนวคิดอย่างไรต่อเรื่องการให้สัญชาติต่อชนกลุ่มน้อย โดยเฉพาะมอญ ได้รับคำตอบว่า รัฐมนตรีกระทรวง มหาดไทยคนปัจจุบัน ( นายอารีย์ วงศ์อารียะ) ไม่มีนโยบายที่จะให้สัญชาติ เพียงแต่ให้สถานภาพเพื่อสำรวจกลุ่มคนและกำหนดขอบเขตพื้นที่อยู่อาศัยเท่านั้น นั่นก็หมายความว่า เรื่องที่คนมอญจะได้สัญชาตินั้นคงไม่เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลชุดนี้แน่ ที่สำรวจและให้สถานภาพตอนนี้เป็นเกี่ยวกับความมั่นคงเท่านั้น จึงอยากจะวิงวอนคนมอญที่หากินอยู่กับคนมอญด้วยกันเองว่า “ขออย่าทำอะไรที่มันเลยเถิดเกินจริง อย่าเรียกร้องรับเงินจากพ่อแม่พี่น้องมอญเลย หากจะเป็นค่ารถบริการไปจดทะเบียนก็ขอแบบพอเหมาะพอควร” ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือบุคคลอื่นหากมีหลักฐานท่านสามารถส่งเมล์มาได้ที่เวปไซต์เกาหว่านี้ ข้าพเจ้ายินดีช่วยเหลือดำเนินการให้ หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตเรียกร้องเงินจากเจ้าหน้าที่รัฐในการจดทะเบียนขอสถานภาพ รับรองว่าข้อมูลที่ท่านให้มาเป็นความลับ และจะถึงมือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแน่นอน ส่วนหากท่านดำเนินการหรือคิดดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วถูกเจ้าหน้าที่รัฐหรือกลุ่มคนอื่น ๆ ขู่เข็ญหรือรังควาน ส่งมาได้เช่นเดียวกัน อย่างน้อยหลักฐานของท่านถึงมือโฆษกรัฐบาล เพื่อส่งไปยังหน่อยงานที่รับผิดชอบต่อไป
ประเด็นที่สอง เมื่อ 2 -3 วันที่ผ่านมาทางสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เปิดประเด็น เรื่องคนมอญว่า แรงงานต่างด้าวในมหาชัย (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมอญ) กำลังถูกจับตามมอง เพราะทาง ตม.มองว่ากระทบต่อความมั่นคง เพราะเกิดมีชุมชนแรงงานต่างด้าวขึ้นมาเล็ก ๆ ขึ้นมาเยอะมากและมีบางชุมชนมีโรงหนังเอาหนังมาจากพม่าและมาเปิดฉายในโรงภาพยนตร์เพื่อเอาใจแรงงานต่างด้าว ซึ่งข้าพเจ้า ว่าทางสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง กำลังมีทัศนคติที่มองเห็นแต่ความมั่นคง มองแต่ในประเด็นทางกฎหมาย มองเพื่อควบคุม มากกว่าการขอความร่วมมือ ซึ่งเป็นธรรมชาติของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะตำรวจ ทหาร ที่ในสมองมีแต่ความมั่นคง และความเป็นชาตินิยม การที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองส่งสารออกไปแบบนี้นอกจากไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แล้ว กำลังสื่อไปถึงหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ให้กวดขันแรงงานต่างด้าวเหล่านี้ตามไปด้วย แรงงานต่างด้าวเหล่านี้นอกจากไม่มีการศึกษาแล้ว ฝีมือแรงงานก็ต่ำ ไม่มีศักยภาพที่จะบั่นทอนหรือก่อเหตุทำลายความมั่นคงได้
ซ้ำสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองยังแขวะไปถึงคนมอญในอำเภอสังคละบุรีอีกว่า กำลังบั่นทอนความมั่นคงของชาติ เพราะมีแต่คนเผ่ามอญไม่มีคนไทยอยู่เลย นั่นก็หมายความว่าสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ไม่มีข้อมูลเลยว่า ณ จุดนั้น ปัจจุบันคนมอญได้สัญชาติไทยไปแล้วหลายพันคนและกระทรวงมหาดไทย กำลังดำเนินการจะให้สัญชาติอีกหลายพันคน และเด็กมอญรุ่นใหม่เหล่านั้น ได้รับการปลูกฝังความเป็นไทยในโรงเรียนไทย ได้รับการสอนวัฒนธรรมประเพณีไทย และที่สำคัญเด็กบางคนพูดมอญยังไม่ได้เลย เพราะทางรัฐกำลังกลืนวัฒนธรรมท้องถิ่นเขาอยู่ การมองแบ่งแยกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์แบบนี้ไม่ต่างกับการมองแบบแบ่งแยกคนไทย 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในอดีตที่รัฐมองว่า เขาเป็นคนมุสลิม ไม่ใช่คนไทย เพราะไม่พูดไทย และไม่เรียนภาษาไทย ข้าพเจ้าเคยไปทำรายการโทรทัศน์กับกองทัพบก กระทรวงยุติธรรม และสำนักนายกรัฐมนตรี ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคภาคใต้ ทั้งเด็กและ ผู้ใหญ่ ไม่พูดไทยเลย อ่าหนังสือไทยก็ไม่ออก แต่มีสัญชาติไทย และเป็นคนไทย ลักษณะเดียวกันนี้พบได้ที่อำเภอ ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี ที่คนกระเหรี่ยงในพื้นที่ไม่พูดภาษาไทย แต่อ่านหนังสือไทยได้ แต่คนมอญสังคละข้าพเจ้าไปมั่นใจว่า เด็กพูดมอญเป็นกันหรือเปล่า แต่ผู้ใหญ่พูดได้ เว้นคนหนุ่มสาวบางคนที่มาทำงานและเคยเจอในกรุงเทพมหานคร ข้าพเจ้าสนทนาด้วยภาษามอญ แต่เธอไม่สนทนาด้วย อาจเป็นเพราะภาษามอญข้าพเจ้าฟังไม่รู้เรื่อง หรือเธอไม่ชอบหน้าข้าพเจ้าไม่ทราบ หรือเพราะเธอนึกว่าตัวเองเป็นคนไทย แต่ฟังจากน้ำเสียงสำเหนียงที่เธอตอบ ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่าหากเธอพูดภาษามอญกับข้าพเจ้า ๆ จะฟังรู้เรื่องและได้ความมากกว่าภาษาไทยที่พูดออกมา....
|