หน้าแรก
   การเมือง
   การศึกษา
   บันเทิง
   เศรษฐกิจ
   ประเพณีมอญ
   บทกลอน
   บทความ
 ¢èÒÇ»ÃШÓÇѹ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สิงหาคม 2551



เมื่อ UN ไร้น้ำยาในสายตา อองซาน ซูจ
ภัยพายุยังไม่จางน้ำท่วมซ้ำเขตอู่ข้าวย่างกุ้ง-พะโค
“เมียบุช” เยือนค่ายผู้ลี้ภัยก่นผู้นำพม่าถึงชายแดน
“บุช” ขู่กร้าวสหรัฐฯ มุ่งเด็ดหัว “ทรราช” พม่า
สลดพม่า..ให้เหยื่อพายุใช้หนี้ความช่วยเหลือ


เมื่อ UN ไร้น้ำยาในสายตา อองซาน ซูจ
29 สิงหาคม 2551

suu kyi                การเดินทางไปพม่าของ อิบราฮีม กัมบารี ทูตพิเศษของเลขาธิการใหญ่แห่งองค์ การสหประชาชาติในระหว่างวันที่ 18-23 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 4 หลังจากที่เกิดการปราบปรามการประท้วงครั้งใหญ่ในช่วงเดือนกันยายน 2007 เป็นต้นมานั้นถือว่าเป็นการเดินทางเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในพม่าที่ประสบกับความล้มเหลวมากที่สุดในอันที่จะทำให้เกิดการเจรจาเพื่อการปรองดองชาติและปฏิรูปทางการเมืองในพม่า


                ทั้งนี้เนื่องจากว่าเป็นครั้งแรกที่ อองซาน ซูจี ผู้นำของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อ ประชาธิปไตย (NLD) ได้ปฏิเสธที่จะพบปะเจรจากับ อิบราฮีม กัมบารี ถึงสองครั้งติดต่อ กันทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นโอกาสที่หาได้ยากอย่างยิ่งที่ อองซาน ซูจี จะได้รับ อนุญาตจากรัฐบาลทหารพม่าในการที่จะพบปะเจรจากับผู้แทนของต่างประเทศเช่นนี้

                แต่ถ้าหากจะพิจารณาย้อนกลับไปในช่วงเกือบ 2 ปีมานี้ ซึ่งก็ปรากฏว่าทูตพิเศษของเลขาธิการใหญ่แห่งสหประชาชาติคนปัจจุบันนี้ก็ได้พบปะเจรจากับ อองซาน ซูจี ในทุกๆครั้งที่เดินทางเข้าไปในกรุงย่างกุ้งอยู่แล้ว หากในครั้งล่าสุดนี้เขากลับถูกปฏิเสธจาก อองซาน ซูจี ทั้งๆที่ฝ่ายรัฐบาลทหารพม่านั้นได้อนุญาตและอำนวยความสะดวกให้แล้ว

                เพราะฉะนั้น ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าด้วยสาเหตุสำคัญประการใด จึงทำให้ผู้นำพรรคฝ่ายค้านอย่าง อองซาน ซูจี นั้นต้องปฏิเสธการพบปะเจรจากับผู้แทนของสหประชาชาติ เช่นนี้ ซึ่งก็ทำให้ดูเหมือนว่า อองซาน ซูจี นั้นกำลังทำลายช่องทางที่ทำให้ตัวเองสามารถติดต่อและส่งสาส์นถึงนานาชาติได้อีกต่างหาก

                อย่างไรก็ตาม ถ้าหากจะพิจารณาถึงเนื้อหาสาระที่ อองซาน ซูจี ได้มีโอกาสแลก เปลี่ยนและพูดคุยกับผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติในทุกๆครั้งที่ได้รับอนุญาตให้พบปะเจรจากันนั้น ก็ดูเหมือนว่าจะมีเนื้อหาสาระที่ไม่แตกต่างอะไรกันเลย ด้วยเหตุนี้ จึงน่าจะเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ อองซาน ซูจี นั้นจำเป็นต้องปฏิเสธที่จะพบปะเจรจากับ อิบราฮีม กัมบารี ในครั้งล่าสุดนี้

                โดยหากจะกล่าวในแง่ร้ายๆหน่อยนั้น ก็น่าจะกล่าวได้ว่าเป็นเพราะ อองซาน ซูจี ไม่เห็นความสำคัญที่จะพบปะเจรจากับทูตพิเศษของสหประชาชาติอีกต่อไปแล้วนั่นเอง

                แน่นอนว่าจนถึงเวลานี้ก็ยังคงไม่มีใคร?เลยที่ทราบหรือล่วงรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ อองซาน ซูจี ไม่ยอมพบปะเจรจากับทูตพิเศษของสหประชาชาติในครั้งนี้ ซึ่งก็เป็นเพราะว่า อองซาน ซูจี นั้นมิได้บอกเหตุผลให้ผู้ใดได้รับทราบเลยแม้แต่คนใกล้ชิด

แต่ถ้าหากจะพิจารณาจากการแถลงของ ยาน วิน โฆษกพรรคสันนิบาตแห่งชาติที่ระบุอย่างชัดเจนว่า การพบปะเจรจาระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรคสันนิบาตแห่ง ชาติเพื่อประชาธิปไตยกับผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติ ทุกๆครั้งในตลอดช่วงที่ผ่านมานี้การสนทนาจะวนเวียนอยู่ที่เดิม

กล่าวคือภายหลังจากที่ผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติได้พบปะเจรจากับองค์กรและหน่วยงานต่างๆของรัฐบาลทหารพม่าแล้วนั้นจึงจะได้รับอนุญาตให้พบปะเจรจากับ อองซาน ซูจี หรือคณะกรรมการบริหารพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งในทุกๆครั้งที่ได้พบปะเจรจากันนั้นผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติก็มักจะตั้งคำถามเพื่อขอ ความคิดเห็นของฝ่ายค้านที่มีต่อองค์การหรือหน่วยงานและแผนการ 7 ขั้นตอนเพื่อมุ่งสู่ประชาธิปไตยของรัฐบาลทหารพม่าอยู่เสมอๆ

ตัวอย่างเช่น อิบราฮีม กัมบารี จะตั้งคำถามว่าบรรดาแกนนำของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยมีความคิดเห็นอย่างไรกับการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งจะมีขึ้นภายในปี 2010 หรือมีความคิดเห็นอย่างไรกับพรรคการเมืองของชนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อเตรียมสมัครเข้าร่วมแข่งขันในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในปี 2010 เป็นต้น

ซึ่งในทุกๆครั้งที่มีคำถามในลักษณะเช่นนี้ บรรดาแกนนำของพรรคสันนิบาตแห่ง ชาติเพื่อประชาธิปไตยอันรวมถึง อองซาน ซูจี ด้วยนั้น ก็จะตั้งคำถามกับผู้แทนพิเศษในทุกๆครั้งเช่นกันว่า คิดเห็นอย่างไรกับการเลือกตั้งทั่วไปในปี 1990 ที่พรรคสันนิบาตแห่ง ชาติเพื่อประชาธิปไตยมีชัยชนะอย่างถล่มทลายแต่รัฐบาลทหารพม่ากลับไม่ยอมรับ

ครั้นเมื่อเนื้อหาสาระในการพบปะเจรจาเป็นอยู่เช่นนี้ตลอดมา จึงทำให้ฝ่ายค้านเริ่มมองว่ามันแทบไม่มีประโยชน์อันใดเลยที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ของทูตพิเศษฯในการที่จะชักนำให้เกิดการเจรจาเพื่อการปรองดองชาติและการปฏิรูปทางการเมืองไป สู่ประชาธิปไตยในที่สุด หากแต่กลับกลายเป็นว่าทูตพิเศษฯนั้นปฏิบัติหน้าที่เป็นเสมือนผู้แทนของรัฐบาลทหารพม่าด้วยซ้ำ

กล่าวคือในขณะที่ อิบราฮีม กัมบารี ได้มีโอกาสได้พบปะเจรจากับผู้นำสูงสุดในคณะรัฐบาลทหารพม่าอย่าง พล.อ.อาวุโส ตัน ฉ่วย หรือผู้นำทหารระดับรองลงมาอย่าง พล.อ.หม่อง เอ, พล.อ.ฉ่วย มานน์ และนายกรัฐมนตรี เต็ง เส็ง ตลอดจนการที่ได้พบปะเจรจากับพรรคการเมืองของชนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆ รวมถึง สมาคมเพื่อความสามัคคีและการพัฒนาแห่งสหภาพ (USDA) หรือ สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติ ซึ่งต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นกลไกที่รัฐบาลทหารพม่าจัดตั้งขึ้นมาทั้งสิ้น

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อประกอบกับการที่ อิบราฮีม กัมบารี ได้แสดงออกอย่างชัดเจนในอันที่จะประสานงานเพื่อการปฏิรูปทางการเมืองโดยอ้างอิงถึงแผนการ 7 ขั้นตอนเพื่อมุ่งไปสู่ประชาธิปไตยในที่สุดหรือ Road Map ของรัฐบาลทหารพม่านั้น ก็ยิ่งทำให้เหล่าแกนนำของฝ่ายค้านมองว่าแท้ที่จริงแล้วแนวทางที่สหประชาชาติกำลังพยายามดำเนิน การและเจรจาต่อรองอยู่ในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ ก็คือแนวทางที่จะไป สู่ประชาธิปไตยที่กำหนดโดยรัฐบาลทหารพม่านั่นเอง

ถ้าหากแนวการมองเช่นนี้ถูกต้องและเป็นจริง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดปกติแต่อย่างใดที่ อองซาน ซูจี ได้ตัดสินใจปฏิเสธที่จะพบปะเจรจากับ อิบราฮีม กัมบารี ในครั้งล่าสุดนี้ เพราะอย่างน้อยที่สุดมันก็น่าจะเป็นสิ่งที่จะทำให้สหประชาชาตินั้นต้องครุ่นคิดอย่างใคร่ครวญมากขึ้นต่อบทบาทของตนเองในกรณีเกี่ยวกับปัญหาการเมืองในพม่าทั้งที่ผ่านมาแล้วและที่กำลังเป็นอยู่ในเวลานี้


โดยหากจะว่าไปแล้วแนวทางที่ อองซาน ซูจี เคยนำเสนอมานานแล้วและเชื่อว่าน่าจะเป็นแนวทางที่สามารถกดดันรัฐบาลทหารพม่าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดในเวลานี้ ก็คือการคว่ำบาตร (Boycott) ทางเศรษฐกิจ-การค้า-การลงทุนและการเงินอย่างแท้จริง หากแต่ที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้เป็นเพียงมาตรการลงโทษ (Sanction) ทางเศรษฐกิจที่มีการเลือกปฏิบัติในบางด้านเท่านั้น เช่น การอายัดบัญชีเงินฝากของบรรดาผู้นำคณะรัฐบาลและบรรดาบริษัทเอกชนที่มีผลประโยชน์ร่วมกับเหล่าผู้นำทหารพม่าเป็นต้น

ส่วนมาตรการลงโทษที่เกี่ยวกับการห้ามนำเข้าอัญมณีพม่าของสหรัฐอเมริกานั้นก็หาได้ส่งผลกระทบอย่างใดๆ เลยกับผลประโยชน์ของบรรดาผู้นำในคณะรัฐบาลทหารพม่า เนื่องเพราะผู้รับซื้ออัญมณีรายใหญ่ที่สุดของพม่านั้นคือจีนและไทย ทั้งนี้โดยยังไม่นับรวมไปถึงผลประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติที่รัฐบาลทหารพม่าได้จากทั้งจีนและไทยคิดเป็นมูลค่ารวมถึง 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในแต่ละปีแต่อย่างใด ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 25% ต่อปีอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจต่อพม่านั้น แทบจะกล่าวได้ว่าไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างใดเลยต่อผลประโยชน์ของรัฐบาลทหารพม่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับประเทศไทยในเวลานี้ที่มีนายกรัฐมนตรีที่อ้างความชอบธรรมส่วนตนอยู่เสมอว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หากแต่กลับไปดูหมิ่นดูแคลนผู้นำพรรคการเมืองที่มีชัย ชนะในการเลือกตั้งทั่วไปในพม่าอย่างถล่มทลายว่าเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองของตะวันตกเท่านั้น!!!

 

                                                                                      ทรงฤทธิ์ โพนเงิน



ภัยพายุยังไม่จางน้ำท่วมซ้ำเขตอู่ข้าวย่างกุ้ง-พะโค
18 สิงหาคม 2551

ภาพถ่ายวันที่ 15 ส.ค.2551 ราษฎรในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของเมืองพะโค (Bago) กำลังขึ้นรถบรรทุกหนีน้ำ ที่เอ่อท่วมขึ้นมาจากแม่น้ำพะโคกับแม่สะโตง (Sittaung) ที่นี่อยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้งราว 90 กม.ขณะที่สื่อของททางการรายงานว่าระดับน้ำท่วมในท้องที่อื่นๆ เริ่มลดลงแล้วตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค. (ภาพ: AFP)

 

หลายท้องที่ในกรุงย่างกุ้งเมืองหลวงกับเมืองพะโค (Bago) หรือ หงสาวดี กำลังจมน้ำในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่องค์การระหว่างประเทศยังคงช่วยพม่าเยียวยาบาดแผลจากพายุลูกหนึ่งที่พัดเข้าทำลายเขตอู่ข้าวสำคัญในต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
       
       ผืนนาในเขตที่ราบปากแม่น้ำอิรวดีรวมเกือบ 1 ล้านไร่ ไม่สามารถปลูกข้าวได้ในฤดูข้าวนาปีซึ่งเริ่ม 2 เดือนที่แล้ว
       
       หลังจากเกิดฝนตกหนักและน้ำแม่น้ำย่างกุ้งได้ไหลเอ่อล้นฝั่งขึ้นท่วมหลายเขตของเมืองหลวงตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่องค์การระหว่างประเทศยังคงช่วยชาวพม่านับแสนคนในเขตนี้ฟื้นฟูชีวิตให้กลับคืนสู่ปกติ หลังบอบช้ำจากไซโคลนนาร์กิสเมื่อกว่า 3 เดือนก่อน
       
       ยังไม่มีรายงานความเสียหายของนาข้าวที่อยู่รอบๆ กรุงย่างกุ้ง ซึ่งข้าวกล้ากำลังตั้งลำต้น หลังฤดูการปักดำที่เพิ่งจะผ่านพ้นไปได้เพียงเดือนเดียว

ห่างออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ น้ำในแม่น้ำพะโคและแม่น้ำสะโตง (Sittaung) ได้เอ่อล้นขึ้นท่วมหลายพื้นที่รอบๆ เมืองพะโค ทั้งนี้ ยังไม่มีรายงานเกี่ยวกับอุทกภัยในท้องถิ่นอื่นๆ ของเขตพะโคอันกว้างใหญ่ ซึ่งเป็นอู่ข้าวสำคัญอันดับ 3 ของประเทศ
       
       หนังสือพิมพ์นิวไลท์ออฟเมียนมาร์ เมื่อวันอาทิตย์ (17 ส.ค.) ยังรายงานอุทกภัยในอีกหลายพื้นที่ ตั้งแต่ภาคตะวันออกจนถึงภาคใต้
       
       หลังในตกหนักติดต่อกันนานหลายวัน น้ำจากแม่น้ำสาละวินและลำน้ำสายต่างๆ ในท้องที่ได้ไหลเอ่อขึ้นท่วมหมู่บ้านและที่นารวม 76,916 เอเคอร์ (กว่า 190,000 ไร่) ตั้งแต่รัฐชาน (Shan) ตะวันออก รัฐมอญ รัฐกะเหรี่ยง ลงไปจนถึงเมืองทะวาย (Dawei) ในเขตตะนาวศรี (Taninthayi)
       
       ยังไม่พบนาข้าวได้รับความเสียหายใดๆ จากอุทกภัยซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันที่ 8 ส.ค.และเริ่มลดระดับลงตั้งแต่วันที่ 13 เป็นต้นมาหนังสือพิมพ์ของรัฐบาลกล่าว
       
       อย่างไรก็ตาม นิวไลท์ออฟเมียนมาร์ กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวที่พร้อมที่หว่านให้เป็นต้นกล้านำออกแจกจ่ายราษฎรในเขตประสบภัย และยังได้เตรียมพื้นที่สูงสำหรับทำนาทดแทนในกรณีที่เกิดน้ำท่วมขังยาวนาน
       
       หนังสือพิมพ์ของทางการยังรายงานน้ำท่วมหลายพื้นที่ในรัฐสะกาย (Sagaing) และเขตมัณฑะเลย์ (Mandalay) ซึ่งมีผู้ประสบภัยนับพันๆ คน ผืนนาจำนวนมากถูกน้ำท่วม แต่ไม่มีรายงานการได้รับบาดเจ็บของผู้คนและสัตว์เลี้ยง

 

                                                                              โดย ผู้จัดการออนไลน์



“เมียบุช” เยือนค่ายผู้ลี้ภัยก่นผู้นำพม่าถึงชายแดน
10 สิงหาคม 2551

สตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ กำลังสนทนากับผู้ลี้ภัยคนหนึ่งในค่ายแม่ลาที่ชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก เมื่อวันพฤหัสบดี (7 ส.ค.) พร้อมเรียกร้องให้คณะผู้นำทหารพม่าเปิดการหารือกับฝ่ายค้านอย่างจริงจังเพื่อแก้ปัญหาการเมืองใปนระเทศ (ภาพ: AFP)

 

นางลอรา บุช สตรีหมายเลข 1 ภริยาประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเยือนค่ายผู้ลี้ภัยชาวพม่าที่ชายแดน จ.ตาก ของไทย เมื่อวันพฤหัสบดีนี้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้คณะผู้นำทางทหารในพม่าเปิดการสนทนากับฝ่ายค้านอย่างจริงจัง เพื่อหาทางยุติความขัดแย้งและให้ผู้ลี้ภัยหลายหมื่นคนสามารถกลับสู่บ้านเกิดได้
       
       การเยือนของ นางลอรา บุช มีขึ้นเพียง 1 วันก่อนจะครบรอบปีที่ 20 การเกิดเหตุการณ์ “888” หรือการปราบปรามประชาชนที่เดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 8 ส.ค.1988 และมีขึ้นในวันเดียวกันกับที่ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช พบปะกับผู้นำชาวพม่าพลัดถิ่นในประเทศไทย
       
       นางบุช ซึ่งเป็นผู้ที่ออกวิจารณ์คณะปกครองทหารในพม่ามาอย่างสม่ำเสมอ ฐานละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างสูง เดินทางถึงค่ายผู้ลี้ภัย พร้อม บาบารา บุช บุตรสาวคนเล็ก ที่นั่นมีชาวพม่าที่หนีภัยเข้าสู่ประเทศไทยอาศัยอยู่กว่า 120,000 คน
       
       ภริยา ปธน.สหรัฐฯ ได้ขอบคุณรัฐบาลไทยที่อนุญาตให้มีการตั้งค่ายผู้ลี้ภัยจำนวนทั้งหมด 9 แห่งตามแนวชายแดนกับพม่า
       
       “ถ้าหากสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลพม่าได้.. ประชาชนก็จะสามารถ
เดินทางกลับบ้านได้โดยสวัสดิภาพ ซึ่งจะเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด” นางบุช กล่าว
       
       “ทางออกที่ดีที่สุดน่าจะเป็นว่า พลเอกตานฉ่วย เปิดการสนทนาอย่างแท้จริง (กับพรรคฝ่ายค้าน)” สตรีหมายเลข 1 กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังพิธีต้อนรับ ที่มีการจัดฟ้อนรำในชุดประจำชาติและชุดประจำชนเผ่าต่างๆ ด้วย

นางลอรา บุช กับ บาบาราบุตรสาวคนเล็ก กำลังสนทนากับผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงครอบครัวหนึ่ง ที่ค่ายแม่ลา (ภาพ: AFP)

  

       ตามรายงานของสำนักข่าวเอเอฟพี ที่ค่ายผู้ลี้ภัยแม่ลามีชาวพม่าอาศัยอยู่ราว 35,000 คน ที่นั่นตั้งอยู่เชิงเขาที่กั้นพรมแดนระหว่างสองประเทศ แต่การเดินทางข้ามพรมแดนเป็นการเสี่ยงต่อชีวิต คนเหล่านี้หลบหนีการปราบปรามโดยทหารรัฐบาล
       
       ค่ายแม่ลาเป็นตั้งขึ้นที่บริเวณเดียวกันกับค่ายผู้อพยพสำหรับชาวกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นค่าผู้ลี้ภัยแห่งแรกตั้งแต่ปี 2537 หลังจากฝ่ายรัฐบาลได้บุกเข้ากวาดล้างฝ่ายต่อต้านในรัฐกะเหรี่ยง ทำให้คนนับหมื่นๆ ทะลักข้ามแดนสู่ประเทศไทย
       
       ผู้ลี้ภัยจากพม่าส่วนมากเป็นชนชาติส่วนน้อย รวมทั้งชาวกะเหรี่ยงที่นับถือคริสต์ศาสนา และสหรัฐฯ รับปากที่จะรับผู้ลี้ภัยเหล่านี้จำนวน 26,811 คนไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐฯ
       
       แต่ นางบุช กล่าวว่า “ผู้คนส่วนใหญ่ไม่อยากจะย้ายไปอยู่ประเทศที่สาม พวกเขาอยากจะกลับบ้านด้วยความปลอดภัยและมีความมั่นคงในชีวิต”
       
       วันเดียวกันภริยา ปธน.สหรัฐฯ ยังได้ไปเยี่ยมเยือนคลินิกแห่งหนึ่ง ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการดูแลสุขภาพแก่แรงงานพม่าพลัดถิ่นโดยไม่เก็บค่ารักษา
       
       ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พร้อมครอบครัวเดินทางถึงกรุงเทพฯ ตอนเย็นวันพุธที่ผ่านมา โดยผู้นำสหรัฐฯ ได้ยกย่องความพยายามของฝ่ายต่างๆ ทีได้พยายามแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยคณะทหารในพม่าที่ปกครองประเทศมาตั้งแต่ปี 2505
       
       “ได้มีแชมเปียนจำนวนมากในภารกิจอันมีเกียรติเหล่านี้ และข้าพเจ้าเองก็ได้แต่งงานกับบุคคลหนึ่งในนั้น” ผู้นำสหรัฐฯ ระบุในร่างคำปราศรัย วันเดียวกับที่เดินทางถึงกรุงเทพฯ

สตรีหมายเลข 1 ได้รับผ้าห่มผืนเล็กเป็นของฝากระหว่างการไปเยือนค่ายผู้ลี้ภัยที่ชายแดนไทย-พม่าในครั้งนี้ (ภาพ: AFP)

       ปธน.สหรัฐฯ กล่าวในคำแถลงฉบับหนึ่งที่ออกเมื่อวันพุธ ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องหยุดยั้ง “ทรราช” ในพม่า ซึ่งสะท้อนถ้อยคำของ นางคอนโดลีซซา ไรซ์ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ที่เคยเรียกพม่าเป็น “ที่ตั้งมั่นของระบอบทรราช”
       
       ในกรุงเทพฯ ปธน.สหรัฐฯ ยังได้พบกับชาวพม่าพลัดถิ่นจำนวนหนึ่ง รวมทั้งนักการเมืองที่ลี้ภัยเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วย
       
       ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวกับชาวพม่าพลัดถิ่นเหล่านั้นว่า “ชาวอเมริกันพากันสวดให้มีวันที่ประชาชน (ชาวพม่า) จะมีอิสระ”
       
       เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียง 1 วัน ที่จะมีพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในกรุงปักกิ่ง ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ ได้ใช้ประเทศไทยเป็นเวทีโจมตีกล่าวหาเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจีนเช่นเดียวกัน
       
       นอกจากนั้น การเยือนค่ายผู้ลี้ภัยของ นางบุช และการพบชาวพม่าพลัดถิ่นของผู้นำสหรัฐฯ ยังมีขึ้นเพียง 1 วัน ก่อนวันครบรอบปีที่ 20 การปราบปรามผู้เดินขบวนเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3,000 คนในพม่า และนำมาสู่การกักขังนางอองซานซูจีให้อยู่ในบ้านพักมาจนถึงปัจจุบันคิดเป็นเวลารวมกันราว 17 ปี
       
       นางซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาติแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ NLD (National League for Democracy) มีชัยอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งปี 3533 แต่คณะปกครองทหารไม่ยอมลงจากอำนาจ
       
       ในวันศุกร์นี้ นักศึกษาและชาวพม่าพลัดถิ่นหลายหมื่นคนทั่วโลกมีกำหนดที่จะจัดกิจกรรมหลายอย่างเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์นี้

เมื่อปีที่แล้วชาวพม่านับแสนคนลงสู่ท้องถนนในกรุงย่างกุ้ง เมืองมัณฑะเลย์ กับอีกหลายเมืองในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เพียงประมาณ 2 เดือน หลังจากรัฐบาลขึ้นราคาน้ำมันเชื้อรวดเดียว 600% โดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ซึ่งได้ทำให้ประชาชนทั่วไปมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างลำบาก
       
       การประท้วงแผ่ลามออกไปเป็นประเด็นขับไล่รัฐบาลทหาร และนำมาสู่การปราบปรามอย่างรุนแรงในเดือน ก.ย.ซึ่งองค์การสหประชาชาติกล่าวว่ามีผู้เสียชีวิต 31 คน
       
       ทางการพม่าจับกุมพระสงฆ์ที่เป็นหัวหอกการประท้วงเมื่อปีที่แล้วไปหลายรูป รวมทั้งอดีตผู้นำนักศึกษาที่เคยนำการประท้วงเมื่อ 20 ปีก่อนอีกหลายคน

       
                                               


ภริยา ปธน.สหรัฐฯ กำลังดูมารดากับทารกคู่หนึ่งระหว่างไปไปเยือนศูนย์พยาบาลแห่งหนึ่งที่ชายแดนไทย-พม่า ที่ตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือแรงงานพลัดถิ่นพม่าโดยเฉพาะ (ภาพ: AFP)


       อีกเหตุการณ์หนึ่งเมื่อวันอังคาร นายโทมัส โอเจีย ควินตานา (Thomas Ojia Quintana) ทูตพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ ได้ไปเยี่ยมชมกิจการของเรือนจำอิงเส่ง (Insein) ที่ขึ้นชื่อในกรุงย่างกุ้ง และได้พบกับนักโทษการเมืองพม่าหลายคน รวมทั้ง นายวินทิน (Win Tin) นักหนังสือพิมพ์วัย 78 ปีที่ต้องโทษยาวนานที่สุด คือ ตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมา
       
       หลายปีมานี้สหรัฐฯ ได้เป็นผู้นำในการคว่ำบาตรคณะปกครองทหารในพม่า อีกหลายประเทศรวมทั้งแคนาดา ออสเตรเลียและสหภาพยุโรปก็ได้เข้าร่วมด้วย หลังจากเวลาผ่านไปหลายปีและรัฐบาลทหารยังไม่ได้แสดงความตั้งใจจริงที่จะพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศและไม่ยอมแก้ไขปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชน
       
       สัปดาห์ที่แล้ว ปธน.สหรัฐฯ ได้ลงนามในร่างรัฐบัญญัติฉบับหนึ่งเพื่อให้มีผลเป็นกฎหมายที่คว่ำบาตรการนำเข้าเพชรพลอย และเครื่องประดับอัญมณีต่างๆ ซึ่งมีต้นทางจากพม่า โดยนำเข้าผ่านประเทศที่สาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ไทย อินเดีย และจีน
       
       ในกรุงเทพฯ วันเดียวกัน นางบุช ได้เข้าร่วมสามีเรียกร้องไปยังรัฐบาลจีน ให้ “ทำในสิ่งที่ประเทศอื่นๆ ได้กระทำ โดนทำการคว่ำบาตรด้านการเงินแก่คณะปกครองทหาร (พม่า)” ก่อนจะออกเดินทางไปร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกกรุงปักกิ่ง ที่จะมีขึ้นในวันศุกร์

 

                                                                               โดย ผู้จัดการออนไลน์



“บุช” ขู่กร้าวสหรัฐฯ มุ่งเด็ดหัว “ทรราช” พม่า
6 สิงหาคม 2551 

 

ภาพเหตุการณ์วันที่ 27 ส.ค.2531 สตรีพม่ายืนบนหลังคารถขณะที่ขบวนประทวงของผู้คนนับหมื่นๆ กำลังเคลื่อนไปตามถนนสายหลักของกรุงย่างกุ้ง ก่อนที่รัฐบาลจะเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง ไม่ต่างไปจากเหตุการณ์ประท้วงในเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลั่นวาจาจะหยุดยั้ง "ทรราช" ในพม่าให้ได้ (ภาพ: AFP)


ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จอร์จ ดับเบิลยู บุช กล่าวเมื่อวันพุธ (5 ส.ค.) ว่า สหรัฐฯ จะหาทางหยุดยั้งทรราชในพม่า พร้อมทั้งเรียกร้อง อีกครั้งหนึ่งให้รัฐบาลทหารปล่อยนางอองซาน ซูจี

   
       นายบุช ระบุดังกล่าวในสำเนาคำแถลงฉบับหนึ่งที่เตรียมนำออกเผยแพร่ในวันพฤหัสบดี (7 ส.ค.) นี้ในกรุงเทพฯ
       
       “อเมริกาขอรื้อฟื้นคำเรียกร้องของเราอีกครั้ง ให้ระบอบปกครองทหารในพม่าปล่อยตัวนางอองซาน ซูจี กับนักโทษการเมืองทั้งหมด และเรายังจะดำเนินการต่อไปจนกว่าประชาชนพม่าจะได้รับอิสรภาพที่พวกเขาควรจะได้รับ” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าว

       ปธน.สหรัฐฯ กำลังเดินทางจากกรุงโซลเกาหลีใต้ถึงกรุงเทพฯ  ในวันเดียวกันอันเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางเยือนภูมิภาคเอ เชียก่อนการไปร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในกรุงปักกิ่งวันศุกร์นี้
       
       นายบุช มีกำหนดพบหารือกับผู้นำชาวพม่าพลัดถิ่น และผู้ลี้ภัยการเมืองในกรุงเทพฯ ขณะที่นางลอรา  บุช  ภริยา  มีกำหนดไปเยือน ค่ายผู้อพยพชาวพม่า   และคลินิกรักษาโรคที่ชายแดนไทย-พม่า ด้วย
       
       สตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ   เป็นบุคคลหนึ่งที่ได้ออกวิจารณ์คณะปกครองทหารพม่าอย่างรุนแรงมาอย่างสม่ำเสมอ คำแถลงของประธานาธิบดีบุช ได้ยกย่องภริยากับกลุ่มอื่นๆ ในความพยายามนำความเปลี่ยนไปแปลงที่ดีขึ้นสู่ประชาชนพม่า ที่อยู่ภายใต้การปกครองของระบอบทหารมาตั้งแต่ปี 2505
 

ภาพเหตุการณ์วันที่ 13 ส.ค.2531 พระกับนักศึกษาในเมืองมัณฑะเลย์แสดงรูปถ่ายผู้ประท้วงที่ถูกทหารยิงเสียชีวิตเมื่อทหารปราบปรามผู้ประท้วงในเมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศแห่งนี้ ก่อนที่รัฐบาลของพลเอกเนวินจะก้าวลงจากอำนาจ แต่ก็เพียงเพื่อให้ให้ทหารอีกกลุ่มหนึ่งขึ้นเสวยอำนาจแทนเท่านั้น (ภาพ: AFP)


       “ได้มีแชมเปียนจำนวนมากในภารกิจอันมีเกียรติเหล่านี้ และข้าพเจ้าเองก็ได้แต่งงานกับบุคคลหนึ่งในนั้น”  ผู้นำสหรัฐฯ   ระบุ ในร่างคำปราศรัยที่จะใช้ระหว่างการเยือนไทย ตั้งแต่วันพฤหัสบดีนี้เป็นต้นไป
       
       สัปดาห์ที่แล้ว ปธน.สหรัฐฯ ได้ลงนามในร่างรัฐบัญญัติฉบับหนึ่งเพื่อให้มีผลเป็นกฎหมายที่คว่ำบาตรการนำเข้าเพชรพลอย และเครื่องประดับอัญมณีต่างๆ ซึ่งมีต้นทางจากพม่า โดยนำเข้าผ่านประเทศที่สาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ไทย อินเดีย และจีน

  ผู้จัดการออนไลน์


สลดพม่า..ให้เหยื่อพายุใช้หนี้ความช่วยเหลือ
4 สิงหาคม 2551 

เวิ้งว้าง--    ภาพถ่ายวันที่  29 ก.ค.2551  มองจากเฮลิคอปเตอร์เห็นสภาพทั่วไปในเขตภัยพิบัติซึ่งเป็นหมู่บ้านใกล้กับเมืองเบ๊าะกะเลย์ (Bogalay) รัฐบาลทหารกำลังให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นประสบภัย แต่เป็นไปภายใต้ระบบที่ต้องใช้คืนแบบเดียวกับการใช้หนี้ (ภาพ: AFP)

เบ๊าะกะเลย์-- รัฐบาลทหารพม่ากำลังให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นแก่ราษฎรในเขตประสบภัยไซโคนาร์กิสที่พัดถล่มต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่าน มา แต่มีเงื่อนไขว่าเหยื่อพายุเหล่านั้นจะต้องใช้คืนทุกสิ่งทุกอย่างที่ให้ไปแบบเดียวกับการใช้หนี้
       
สัปดาห์ที่แล้วรัฐบาลทหารอนุญาตให้สื่อในประเทศเดินทางเข้าสูพื้นที่ประสบภัยอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ไซโคลนพั ดถล่มเขตที่ราบปากแม่น้ำอิรวดีเมื่อวันที่ 2 พ.ค.เป็นต้นไปมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 138,000 คน และบาดเจ็บอีกหลายหมื่นคน
       
หมู่ล้านหลายแห่งในเขตเมืองเบ๊าะกะเลย์ (Bogalay) ตรงปากแม่น้ำอิรวดีได้ถูกพายุโหมกระหน่ำนำคลื่นจากทะ เลเบงกอลเข้ากวาดผู้คน หายไปทั้งหมู่บ้าน
       
เจ้าหน้าที่ทางการบอกกับตัวแทนสื่อต่างๆ ระหว่างการเดินทางครั้งนี้เกี่ยวกับแผนการให้การช่วยเหลือแก่ชาวนาในเขตภัยพิบัติ โดยยืนยันว่ารัฐบาลได้ช่วยให้ชาวนากลับไปทำนาได้แล้ว และช่วยชาวประมงกลับไปยังเรือหาปลา แต่ก็ย้ำว่าคนเหล่านั้นจะต้องชด ใช้ความช่วยเหลือดังกล่าวคืนให้แก่ทางราชการ
       
"ถ้าหากทุกอย่างได้ไปเปล่าๆ ค่าของมันก็จะต่ำมาก แต่ถ้าหากสิ่งไหนจะต้องจ่ายคืน ก็จะทำให้พวกเขาทำอย่างดีที่สุด นี่คือระบบ" สำนักข่าวเอเอฟพีอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลที่ไม่ประสงค์ให้ระบุชื่อ
       
"รัฐบาลจะแจกจ่ายทุกอย่างไปภายใต้ระบบใช้คืน ไม่เช่นนั้นการควบคุมการให้ความช่วยเหลือก็จะเป็นไปอย่างยากลำบากยิ่ง" เจ้าหน้าที่คนเดียวกันกล่าว

ภาพถ่ายวันที่ 26 ก.ค.2551 เขตตั้งถิ่นฐานบรรเทาภัยที่หมู่บ้านใกล้กับเมืองลาบุตตา (Labutta) เวลาผ่านไป 3 เดือนราษฎรหลายหมื่นคน ยังคงอาศัยอยู่ในเต็นท์ที่องค์การระหว่างประเทศจัดสร้างให้ ขณะที่รัฐบาลกำลังทำให้ทุกคนเป็นลูกหนี้ (ภาพ: AFP)

 ชาวพม่าที่ปะสบภัยราว 2.4 ล้านคนกำลังพยายามรวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ เพื่อให้ดำเนินชีวิตได้ต่อไปตามปกติหลังจากเวลาผ่านไป 3 เดือนนับตั้งแต่พายุนาร์กิสพัดถล่ม    ชาวนาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องรับสินเชื่อ แต่ก็ไม่ทราบว่าจะใช้คืนอย่างไร

 "เราได้รับเครื่องปั่นไปกับน้ำมันดีเซลเป็นสินเชื่อจากรัฐบาล ถึงกระนั้นเราก็ยังต้องการความช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับสินเชื่อจากธนาคาร ซึ่งจะทำให้เรามีเงินเป็นค้าจ้างลูกจ้างช่วยทำนาได้" นายจีวิน (Kyi Win) ชาวนาวัย 57 ปี ที่หมู่บ้านนอกเมืองเบ๊าะกะเลย์กล่าวกับเอเอฟพี    แต่เจ้าหน้าที่ทางการกล่าวว่าบัดนี้ชาวนาพร้อมแล้วที่จะเริ่มดำเนินชีวิตต่อไปด้วยตัวเอง
       
"หน่วยโครงการอาหารโลกได้แจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวให้แก่หมู่บ้านต่างๆ ถึงแม้พวกเขาจะหยุดแจกข้าว ชาวบ้านก็จะสามารถเลี้ยงชีพ ได้ด้วยรายได้ของตัวเอง" นายซอเมียวยู้นต์ (Saw Myo Nyunt) เจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นประจำหมู่บ้านแห่งนั้นกล่าว

ความเห็นของเจ้าหน้าที่เหล่านี้ขัดแย้งอย่างมากกับคำแถงของรัฐบาล รวมทั้งเจ้าหน้าที่สหประชาชาติที่เตือนว่าชาวนา จำนวนมาก ยังไม่สามารถทำนาได้ในปีนี้

ภาพถ่ายวันที่ 10 ก.ค.2551 เจ้าหนูคนนี้กำลังออกจากบ้านมุ่งหน้าไปโรงเรียนที่ทำขึ้นมาชั่วคราว เวลาผ่านไป 3 เดือนโลกเกือบจะลืมเห ยื่อพายุเหล่านี้ ขณะที่รัฐบาลทหารกำลังทำให้ทุกคนกลายเป็นลูกหนี้ของรัฐ (ภาพ: AFP)

ชาวนาในเขตที่ราบปากแม่น้ำอิรวดีบอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนนี้ว่า ผืนนาราว 1 ใน 3 ของทั้งหมดกำลังจะถูกปล่อย ให้ว่าง เหตุผลที่ง่ายที่สุดก็คือเนื่องจากชาวนาที่เคยทำนาได้เสียชีวิตไปในวาตภัยและไม่มีผู้ใดทำต่อ
       
แต่อีกหลายคนที่ได้รับการช่วยเหลือ รวมทั้งเมล็ดพันธุ์ข้าวกล่าวว่า ราวครึ่งต่อครึ่งของเมล็ดข้าวที่ได้รับบริจาคไปไม่ยอมงอกเป็นต้นกล้า และวัวควายสำหรับไถนาที่นำไปจากเขตภูเขาก็ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ในเขตทุ่งนาปากแม่น้ำได้
       
"ถ้าหากสหประชาชาติหยุดแจกจ่ายข้าวและยุติการช่วยเหลือต่างๆ พวกเราจะตกอยู่ในความยุ่งยากอย่างแน่นอน" นางโมว้า (Moe Wah) ชาวนาวัย 24 ปีกล่าว

"ตอนนี้ฉันไม่มีงานทำและต้องพึ่งพาข้าวช่วยเหลือจากโครงการอาหารโลก พวกเราทุกคนต้องการมีงานทำอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ชีวิต ได้คืนสู่ปกติ เราสูญไปทุกอย่างในพายุ" นางว้ากล่าว   ไม่ใช่แต่ชาวนานเท่านั้นที่กำลังสงสัยต่อระบบการให้ความช่วยเหลือของรัฐบาล
       
บริษัทก่อสร้างหลายต่อหลายแห่งได้บริจาคบ้านไม้หลังใหม่จำนวน 100 หลัง แก่ผู้ประสบภัยในหมู่บ้านแถบนั้น แต่ผู้รับไม่เคยได้รับเอก สารอะไรที่บ่งบอกว่าเป็นเจ้าของบ้าน และไม่ทราบว่าจะได้รับอนุญาตให้ใช้ทำบ้านต่อไปได้อีกนานเท่าไร  ส่วนใหญ่ผู้ที่ ได้รับบริจาคบ้านจะเป็นหญิงหม้ายที่อยู่กับลูกๆ หลังจากสูญเสียสามีไปในวาตภัย ขณะที่บ้านหลังอื่นๆ ที่สร้างขึ้นอย่างฉุกละหุกในอา ณาบริเวณตั้งหลักแหล่งนั้น สร้างด้วยโครงไม้ไผ่ ใช้ผ้ายางมุงหลังคาและทำฝา
       
"ฉันมีลูกหกคนแต่เสียไปห้าคนในพายุ ตอนนี้ฉันอยู่กับหลานในบ้านหลังใหม่นี้ ฉันหมดทุกสิ่งทุกอย่างไปกับพายุ" นางเอเต็ง (Aye Thein) วัย 63 ปีกล่าวกับเอเอฟพีทั้งน้ำตา ขณะที่เพื่อนบ้านใกล้เคียงกันไม่มีใครทราบว่าจะได้อยู่บ้านหลังใหม่ไปอีกนานเท่าไร

"ฉันไม่แน่ใจว่าจะได้เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้หรือไม่.. ก่อนนี้เราเคยอาศัยในเต็นท์มาก่อน สามีฉันจับสลากได้บ้านหลังนี้" คุณแม่วัย 25 ปีคนหนึ่งกล่าว
       
ในขณะที่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตกำลังทำให้ราษฎรที่อาศัยในบ้านหลังใหม่เอี่ยมพากันเป็นทุกข์ คนอื่นๆ ที่ยังอาศัยอยู่ตามเต็ นท์ที่ทำขึ้นเองก็กล่าวว่า พวกตนคงได้แต่ฝันเท่านั้นที่จะได้อยู่บ้าน



ภาพถ่ายวันที่ 26 ก.ค.2551 ที่หมู่บ้านใกล้กับเมืองลาบุตตา ชาวนาหลายครอบครัวได้รับการช่วยเหลือเป็นเครื่องจักรกับน้ำมันดีเซล เพื่อมิให้ที่นาว่างเปล่าในฤดูมรสุม แต่ขณะเดียวกันทุกคนก็กำลังตกเป็นลูกหนี้ของรัฐ

นางวินเต็ง (Win Thein) คุณแม้วัย 38 ปีที่เพิ่งจะให้กำเนิดลูกคนที่ 5 ตอนไซโคลนนาร์กีสบอกว่า เธอกับเด็กๆ ยังคงต้องอาศัยในเต็นท์ที่รั่วแล้วรั่วอีกต่อไป
 "เราไม่มีอะไรเหลือ เราได้กินเมื่อมีคนเอาอาหารไปแจกจ่าย เราจะได้กินเมื่อไปได้ไปทำงาแหล่งก่อสร้างสักแห่งหนึ่ง" นางเต็งก ล่าวขณะหอบลูกสาววัย 3 เดือนเอาไว้ในอ้อมอก
"แน่นอน เราอยากมีบ้านใหม่ เราไม่มีที่จะอยู่ได้ในยามฝนตก" ชาวบ้านรายเดียวกันกล่าว.

                                                                                                    ผู้จัดการออนไลน

 

:: Home | To Top ::

Copyright © 2004-2005, Kao Wao News Group. All rights reserved. Suggestions or comments to the Editor. Code by Webmaster.