พฤศจิกายน 2551
เสด็จเจ้าฟ้า
รถไฟพม่าได้หัวรถจักรใหม่..บริษัทจีนรวยเงียบๆ
พม่าลากเรือรบสำรวจน้ำมันบังกลาเทศตึงเครียด
|
| 'พระเมรุงามสง่าแสนเหมือนแดนฟ้า คอยท่า เจ้าฟ้าเสด็จสวรรค์ อีกกี่ปีพระกรุณาค่าอนันต์ คงอยู่กลางใจนิรันดร์อนันตกาล' |
เสด็จเจ้าฟ้า
วันที่ 14 พฤศจิกายน 2551
ธรรมเนียมนิยม ของบรรพ บุรุษไทยที่มีมาแต่อดีตกาล ย่อมจะเป็นแนวทาง สำหรับการดำเนินชีวิตของอนุชนรุ่นหลังที่ จะได้ยึดถือ และปฏิบัติตาม มีธรรมเนียมนิยมบาง อย่างที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันมีลักษณะที่ประสมประสานกันอยู่ระหว่างวัฒนธรรมสองฝ่าย ฝ่ายแรกคือวัฒนธรรมตาม “ลัทธิเทวราช” ฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายหนึ่งคือ ความเชื่อตามหลักใน “พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท” โดยคนไทยยึดเอาธรรมะในพระพุทธศาสนาเป็นหลัก เป็นแหล่งที่มาแห่งคุณค่าทั้งปวง และเป็นเครื่องกำหนดศีลธรรมแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น “ธรรมะ” สำหรับผู้ครองแผ่นดินที่เรียกว่า “ทศพิธราชธรรม” เป็นต้น อิทธิพลของลัทธิเทวราช ซึ่งยกย่องนับถือ ว่า “ราชา” หรือ “พระมหากษัตริย์” เป็น “เทวะ” เทียบได้กับพระศิวะผู้ ทรงสถิตอยู่ยอดเขาไกรลาสนั้นธรรม เนียมของไทยเรารับเข้ามาใช้เท่าที่ไม่ขัดต่อศีลธรรมหรือคุณค่าในทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น และก็ธรรมดาของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเมื่อมีเกิดขึ้นก็ย่อมมีความเสื่อมและสลายไปเป็นธรรมดา ข้อนี้เป็นหลักความจริงที่พระพุทธศาสนาสั่งสอนพสกนิกรชาวไทยสืบเนื่องมาหลายร้อยปีแล้ว แม้พระมหากษัตริย์และสมเด็จพระบรมราชินีตลอดจนสมเด็จพระบรมวงศ์ทั้งหลาย ก็ย่อมตกอยู่ในกระแสความจริงข้อนี้ด้วย เพียงแต่เมื่อมาประสานกับลัทธิเทวราชแล้ว การสิ้นพระชนม์ชีพดับไปจากมนุษย์โลกนั้น เป็นการที่เรียกว่า “เสด็จสวรรคต” คือ เสด็จ กลับคืนสู่สวรรค์อันเป็นที่สถิตของพระองค์มาแต่เดิม และเมื่อมีการเสด็จสวรรคต หรือสิ้นพระชนม์แต่ละคราวย่อมเป็นที่แน่นอนว่า ข้าทูลละอองธุลีพระบาทและพสกนิกรที่ อยู่ข้างหลังย่อมประกอบพิธี “พระบรมศพหรือพระศพ” โดยเต็มตามพระเกียรติยศ ด้วย เป็นโอกาสสุดท้ายแล้วที่จะได้สนองพระเดช พระคุณให้เต็มกำลังความสามารถ การกุศลทักษิณานุประทาน ที่บำเพ็ญอุทิศถวายจึงยึดข้อธรรมคำสอนตามพระพุทธศาสนาเป็นหลัก เจือเข้ากับคติความเชื่ออย่างอื่น ๆ สุดแล้วแต่ พสกนิกรผู้ภักดีจะมีศรัทธาและบำเพ็ญถวาย เช่น ธรรมเนียมที่ชาวจีนและชาวญวนที่มาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร จัดการพิธีกงเต๊กถวาย หรือพสกนิกรเชื้อสายมอญน้อมเกล้าฯ จัดพิธีตามคติความเชื่อของชาวมอญถวายเป็นต้น
เมื่อ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ผู้ทรงเป็นพระโสทรเชษฐภคินีพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทรงมีพระกรุณาธิคุณใหญ่หลวงแก่ประชา ชาติไทยเสมอมา สิ้นพระชนม์ล่วงลับไปเมื่อวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง พระราชทานพระลองทองใหญ่ และสัปตปฎลเศวตฉัตรเป็นพระเกียรติยศพิเศษ มีพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมทั้งเวลากลางวัน กลางคืน และมีชาวพนักงานประโคมย่ำยามตามราชประเพณี กำหนดหนึ่งร้อยวัน และทรงบำเพ็ญพระ ราชกุศลเจ็ดวัน ห้าสิบวันและหนึ่งร้อยวัน พระราชทานโดยลำดับ
เมื่อพ้นจากกำหนดหนึ่งร้อยวันแรกซึ่งเป็นงานของหลวงแล้ว ขณะที่เตรียมการก่อสร้างพระเมรุและการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้คณะบุคคลและหน่วยงานต่าง ๆ เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลาเช้า มี พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ เทศน์กัณฑ์หนึ่ง แล้วถวายภัตตาหารเพล ช่วงค่ำมีพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม เป็นดังนี้เสมอมาตราบ กระทั่งปัจจุบัน
ระหว่างนี้เอง รัฐบาลในนามของประชาชนชาวไทย ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาตจัดงานพระเมรุถวาย เพื่อสนองพระเดชพระคุณที่มีมาแต่หนหลัง การก่อสร้างพระเมรุและอาคารประกอบต่าง ๆ ที่ท้องสนามหลวง การซ่อมราชยาน และราชรถ ตลอดจนเครื่องใช้ต่าง ๆ รวมถึงการซักซ้อม ข้อปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ ได้ดำเนินก้าวหน้ามาจนถึงเวลาที่เป็นกำหนดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้แล้ว
ท่านที่มีโอกาสผ่านไปบริเวณท้องสนามหลวง และได้ชื่นชมกับความงดงามวิจิตรของพระเมรุ ที่ปลูกสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมไทยอย่างสง่างามเป็นที่สุด หรือมีโอกาสได้ชมการฝึกซ้อมริ้วขบวน ต่าง ๆ สำหรับการซ้อมย่อยที่ผ่านมา และจะมีการซ้อมใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ในวันอาทิตย์ที่ ๒ พฤศจิกายน นี้ ตั้งแต่เช้าจรดบ่าย คงเห็นพ้องกันว่า ทุกคนทุกฝ่ายที่มีหน้าที่ต่างก็ได้ลงแรงลงใจทำงานสำคัญชิ้นนี้ของชาติ ในฐานะตัวแทนของพสกนิกรทั้งแผ่นดินอย่างเต็มที่ งานพระราชพิธีที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า นอกจากจะเป็นการสำแดงความอาลัยรักภักดี ที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในหัวใจของชาวเรา ต่อสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐพระองค์นั้นแล้ว ยังเป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่เราจะได้พบเห็นงานพิธีการสำคัญ ที่บ่งบอกถึงความเป็นชนชาติอารยะของเราอย่างเต็มภาคภูมิอีกด้วย ชาติที่เกิดใหม่หรือไร้วัฒนธรรมย่อมไม่อยู่ในฐานะที่จะจัดงานอย่างนี้ให้ปรากฏแก่ตาของชาวโลกได้อย่างแน่นอน.
ธงทอง จันทรางศุ