พฤศจิกายน 2551
รถไฟพม่าได้หัวรถจักรใหม่..บริษัทจีนรวยเงียบๆ
พม่าลากเรือรบสำรวจน้ำมันบังกลาเทศตึงเครียด
รถไฟพม่าได้หัวรถจักรใหม่..บริษัทจีนรวยเงียบๆ
7 พฤศจิกายน 2551
|
| รถเทรลเลอร์บรรทุกหัวรถจักรดีเซลจากโรงงานมุ่งไปยังท่าเรือเพื่อส่งตรงไปยังกรุงย่างกุ้ง หัวรถจักรผลิตในจีนแต่ติดเครื่องยนต์ยี่ห้อแคทเตอร์พิลลาร์ (Caterpillar) ของสหรัฐฯ โดยซื้อผ่านประเทศที่สามและขายให้รัฐบาลทหารพม่าที่สหรัฐฯ นำหน้าในการคว่ำบาตร |
ถ้าหากไม่นับว่า ประเทศไทยนำเข้าก๊าซจากพม่าปีละกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์แล้ว ประเทศคู่ค้าใหญ่ที่สุด ของรัฐบาลทหารพม่าก็คือ จีน ซึ่งนอกจากจะทุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกเข้าสู่ตลาดใหญ่ 55 ล้านคนแล้ว บริษัทของจีนยังเป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่วัสดุอุปกรณ์ราคาแพงต่างๆ แก่พม่าและเป็นนักลงทุนรายใหญ่ในประเทศนี้อีกด้วย
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเงียบๆ ท่ามกลางเสียงก่นประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลทหารจากประชาคมระหว่างประเทศ และการคว่ำบาตรทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองที่นำโดยสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรป
ทั้งหมดนี้ได้ทำให้เกิดโอกาสสำหรับจีนซึ่งในช่วงปีใกล้ๆ นี้ ได้รัฐบาลปักกิ่งได้เป็นหลังพิงที่ไว้ใจได้สำหรับพม่าบนเวทีโลก
วันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา หัวรถจักรใหม่ลอตแรกจำนวน 8 คัน ได้ถูกนำเข้าประจำการในพิธีรับมอบที่สถานีรถไฟกรุงย่างกุ้ง ประธานของบริษัทผู้ผลิตจากจีนเป็นผู้มอบ มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพม่า รวมทั้งเอกอัครราชทูตกับเจ้าหน้าที่สถานทูตจีนเข้าร่วมเป็นสักขีพยานด้วยจำนวนมาก
หัวรถจักรทั้งหมดส่งตรงไปจากโรงงานต้าเหลียน (Dalian) ในมณฑลส้านตง (Shandong) ซึ่งเป็นของบริษัท Yunnan Machinery & Equipment Co (Import and Export) แห่งมณฑลหยุนหนัน
หนังสือพิมพ์นิว ไลท์ออฟเมียนมาร์ ของรัฐบาล รายงานว่า ทั้งหมดเป็นหัวรถจักรดีเซลขนาด 2,000 แรงม้า ติดเครื่องยนต์ Caterpillar 2516-B ซึ่งสามารถใช้งานได้ดีในทุกสภาพื้นที่ และ เป็นส่วนแรกของหัวรถจักร 20 คันที่สั่งซื้อเมื่อสามปีก่อน
|
| หัวรถจักรแปดคันแรกไปถึงท่าเรือต้าเหลียน (Dalian) มณฑลส่านตง (Shandong) เตรียมนำลงเรือส่งมอบให้การรถไฟพม่า เป็นลอตที่แรกจากจำนวนยี่สิบคันที่สั่งซื้อใหม่เมื่อปี 2549 |
เมื่อปีที่แล้วพม่าได้ตกลงขายก๊าซธรรมชาติทั้งหมดที่สำรวจพบในแปลง A1 กับ A3 นอกชายฝั่งอ่าวเบงกอลให้แก่บริษัทน้ำมันและก๊าซแห่งชาติของจีน
กลุ่มบริษัทร่วมทุนเกาหลี-อินเดีย ได้ค้นพบก๊าซปริมาณมหาศาลในแปลงสำรวจดังกล่าวตั้งแต่ปี 2549 ทั้งสองฝ่ายได้พยายามขอซื่อก๊าซจากพม่า และแล้วทั้งหมดก็ตกเป็นของบริษัทน้ำมันแห่งชาติของจีนที่ไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆ ในการลงทุนสำรวจขุดเจาะ
บริษัทลงทุนจาก จีนอีกหลายแห่งกำลังสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าอยู่ในพม่าเป็นมูลค่านับพัน ล้านดอลลาร์ เพื่อปั่นไฟส่งจำหน่ายให้แก่จีนและไทย
หากไม่นับรวมกิจกรรมลงทุนขนาดใหญ่เหล่านี้แล้ว การ “รวยอย่างเงียบ” ของบริษัทอุตสาหกรรมและการค้าจากจีนที่ทำมาค้าขายกับรัฐบาลทหารพม่า เช่น กรณีของ YMEC เป็นเรื่องที่น่าจับตามองเช่นกัน
กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่จากมณฑลหยุนหนันเริ่มคืบคลานเข้าสู่พม่ามาตั้งแต่ปี 2533 นั่นคือช่วงหลังการปราบปรามประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ของระบอบทหารในกรุงย่างกุ้ง
เวลาเพียงข้ามปี YMEC ได้ช่วยให้การรถไฟพม่ามีเครื่องจักรดีเซลแทนหัวรถจักรไอน้ำที่ใช้มาตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่สองเป็นครั้งแรก
หัวรถจักรขนาด 2,000 แรงม้ารุ่นแรก ถูกส่งไปให้การรถไฟพม่าตั้งแต่ปี 2534 จนถึงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา YMEC ได้ขายหัวรถจักรให้ให้พม่าไปแล้วรวม 16 คัน ตู้โดยสารอีก 53 คัน และรางเหล็กรวมน้ำหนัก 100,000ตัน
|
| บริษัท YMEC รวยเงียบๆ มากว่า 20 ปี รถไฟที่วิ่งให้บริการอยู่ในพม่าทุกวันนี้ทั้งหัวรถจักรและตู้โดยสาร ล้วนแต่ซื้อจากบริษัทนี้ทั้งสิ้น สื่อของทางการกล่าวว่าพิธีมอบ-นำเข้าใช้การหัวรถจักรแปดคันล่าสุดจัดขึ้นที่สถานีรถไฟกรุงย่างกุ้งวันที่ 2 พ.ย.ที่ผ่านมา |
บริษัทดังกล่าวรายงานโดยไม่ได้เปิดเผยใดๆ เกี่ยวกับมูลค่าการซื้อขาย แต่กล่าวว่า หัวรถจักรจำนวน 20 คันล่าสุดได้จากการชนะการประกวดราคาจัดซื้อจัดหาเมื่อ 2549
ไม่เพียงแต่จะขายหัวรถจักรเท่านั้น จนถึงปัจจุบันบริษัทนี้ได้จำหน่ายตู้โดยสารรวมทั้งอุปกรณ์อื่นๆ เกี่ยวกับการเดินรถไฟ จำนวนมากมายให้แก่รัฐบาลทหารพม่า
บริษัท YMEC ยังชนะการประกวดราคาสนับสนุนอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบสายส่งไปให้แก่ทางการกรุงย่างกุ้งอีกด้วย
บริษัทจากจีนแห่งนี้ ยัง ฝังตัวอย่างล้ำลึกในระบอบทหารพม่า โดยที่ไม่ต้องแข่งขันกับคู่แข่งชาติตะวันตกใดๆ และได้กลายเป็นผู้สนับสนุนกังหันปั่นไฟ สำหรับเขื่อนหลายแห่งในประเทศนี้ รวมทั้งเขื่อนปางหลวง (Paung Laung) ซึ่งเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ในรัฐชาน
ยังไม่มีการเปิดเผยมูลค่าทั้งหมดของโครงการเขื่อนปางหลวง แต่การก่อสร้างซึ่งเริ่มในปี 2541 ดำเนินมาด้วยความยากลำบาก เนื่องจากต้องเจาะภูเขาทั้งลูกเพื่อทำอุโมงค์ส่งน้ำรวม 23 แห่งลงไปยังโรงไฟฟ้า
กว่าสิบปีมานี้ บริษัทการค้า และลงทุนจากจีนจึงเป็นหัวหอกสำคัญทำให้รัฐบาลทหารสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ ในท่ามกลางการปิดล้อมของตะวันตก
|
| ท่าเทียบคอนเทนเนอร์เบาะอองจอว์ (Bo Aung Gjaw) ในย่างกุ้งความยาวเกือบ 200 เมตร เรือสินค้าขนาดใหญ่เข้าเทียบได้ ภายใต้การคว่ำบาตรของตะวันตก บริษัทจีนเข้าไปรับสัมปทานกิจการสาธารณูปโภคร้อยแปดช่วยประคับประคองรัฐบาลทหารพม่าและร่ำรวยอยู่เงียบๆ |
ตามรายงานของนิตยสารข่าวเมียนมาร์ไทมส์ ในปีงบประมาณ 2550-2551 ที่สิ้นสุดลงในเดือน มี.ค.ปีนี้มูลค่าการค้าระหว่างพม่ากับจีนขยายตัวถึง 60% เป็น 2,400 ล้านดอลลาร์ เทียบกับ 1,500 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณก่อนหน้านั้น ทำให้จีนเป็นคู่ค้าใหญ่อันดับสองรองจากไทย
พล.อ.เต็งเส่ง (Thein Sein) นายกรัฐมนตรีพม่าเป็นผู้เปิดเผยตัวเลขดังกล่าวระหว่างการประชุมสัมมนาในเทศกาลแสดงสินค้นจีน-อาเซียน ที่จัดขึ้นในนครหนานหนิง (Nanning) ของจีนในสัปดาห์ปลายเดือน ต.ค.
ตามตัวเลขของกระทรวงการค้า พม่าเป็นฝ่ายขาดดุลการจีนมาตลอด และมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 500 ล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณที่ผ่านมา เนื่องจากการหลั่งไหลของสินค้าอุปโภคบริโภค
พม่าส่งออกสินค้าการเกษตร ปลา ไม้ซุง อัญมณี และแร่ธาตุต่างๆ ขณะเดียวกันก็นำเข้าเครื่องจักรเครื่องกล อุปกรณ์ไฟฟ้า อาหารสำเร็จรูป กับสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหลาย
“การส่งออกของจีนมีมูลค่ามากกว่าการส่งออกของเรา เนื่องจากสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ที่หลั่งไหลเข้ามา” นิตยสารข่าวกึ่งทางการรายงานอ้างคำแถลงของกระทรวงการค้า
สำหรับ YMEC บริษัทนี้ไม่เพียงแต่เป็นผู้ค้า สนับสนุนเครื่องกังหันปั่นไฟสำหรับเขื่อนในพม่าเท่านั้นหากยังลงทุนเองและก่อสร้างเองอีกหลายโครงการ
บริษัท YMEC ยังเป็นเจ้าของท่าเทียบเรือสินค้าใหญ่ที่สุดในกรุงย่างกุ้งอีกด้วย ภายใต้สัญญาสัมปทานแบบเทิร์นคีย์ ซึ่งมีการนำเครื่องจักรเครื่องมือที่จำเป็น รวมทั้งเครนทันสมัยเข้าใช้การ ช่วยให้การส่งออกของพม่าดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว นำรายได้เข้าไปหล่อเลี้ยเศรษฐกิจที่ถูกตะวันตกคว่ำบาตร
อย่างไรก็ตาม ทางการพม่าไม่ได้โอกาสเช่นนี้แก่บริษัทต่างชาติทุกแห่ง แม้ว่าจะมีเอกชนจากหลายประเทศ รวมทั้งรัสเซีย หรือกระทั่งประเทศยุโรปตะวันตก ได้พยายามแหวกวงล้อมการคว่ำบาตรออกมาใช้การค้านำนโยบาย
ทั้งหมดเกิดขึ้นหลังจากทางการจีนได้พัฒนาความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับระบอบทหารในพม่าที่ครองอำนาจติดต่อกันมายาวนานเกือบครึ่งศตวรรษ และจีนได้แสดงออกในหลายวาระโอกาสบนเวทีระหว่างประเทศให้ผู้นำพม่ามั่นใจได้ว่าจีนเป็นหลังพิงที่ไว้ใจได้เสมอ.
ผู้จัดการรายสัปดาห์
|
| แผนที่เขตอ่าวเบงกอลแสดงรอยต่อเขตน่านน้ำระหว่างพม่ากับบังกลาเทศ ที่ใดมีขุมพลังงานมหาศาลอยู่ใต้พื้นพิภพ ที่นั่นจะเกิดการพิพาทได้เสมอ |
พม่าลากเรือรบสำรวจน้ำมันบังกลาเทศตึงเครียด
4 พฤศจิกายน 2551
น่านน้ำอ่าวเบงกอลระหว่างพม่ากับบังกลาเทศได้เกิดความตึงเครียดขึ้นมาในช่วงสุดสัปดาห์ โดยบังกลาเทศกล่าวหาว่า เรือรบของรัฐบาลทหารพม่าจำนวน 3 ลำ ได้ล้ำน่านน้ำเข้าไปสำรวจก๊าซและน้ำมันดิบ
รัฐบาลบังกลาเทศ ได้เรียกนักการทูตพม่าในกรุงทาก้าเข้าพบและยื่นประท้วงอย่างแข็งกร้าว
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงสองสัปดาห์หลังจาก รอง พล.อ.อาวุโสหม่องเอ (Maung Aye) ผู้นำหมายเลขสองของรัฐบาลทหารพม่าไปเยือนบังกลาเทศอย่างเป็นทางการ และสองฝ่ายได้ตกลงจะก่อสร้างถนนเพื่อเชื่อมพรมแดนระหว่างกัน เปิดเส้นทางการค้าและการท่องเที่ยวใหม่ในอนุภูมิภาค
บังกลาเทศกล่าวหาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ฝ่ายพม่าได้จงใจใช้เรือรบจำนวน 2 ลำ นำเรือสำรวจก๊าซและน้ำมันจำนวน 4 ลำล้ำน่านน้ำของตนอย่างจงใจ และไม่เอาใจใส่ต่อการส่งสัญญาณเตือนจากเรือรบบังกลาเทศซึ่งขณะนั้นมีจำนวน 3 ลำอยู่ในอาณาบริเวณที่เกิดเหตุ
บังกลาเทศได้ประท้วงทางการทูตเรียกร้องให้พม่าถอนเรือรบออกจากเขตน่านน้ำพิพาทในอ่าวเบงกอลทันที จนกว่าการปักปันเขตน่านน้ำของสองฝ่าย ภายใต้การชี้แนะขององค์การสหประชาชาติจะแล้วเสร็จ
แหล่งข่าวฝ่ายบังกลาเทศกล่าวหาว่า เรือรบพม่าได้ล่วงล้ำเขตน่านน้ำ 50 ไมล์ทะเลทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะเซ็นต์มาร์ติน บริษัทจากเกาหลีกำลังสำรวจขุดเจาะในอาณาบริเวณใกล้เคียง
เรือรบบังกลาเทศทั้งสามลำได้แจ้งให้ทราบว่าเรือพม่ากำลังล่วงล้ำน่านน้ำ แต่ฝ่ายนั้นแจ้งตอบกลับไปว่าเรือรบบังกลาเทศต่างหากที่กำลังรุกล้ำ มีคนงานอย่างน้อย 50 คนปฏิบัติงานอยู่บนเรือสำรวจน้ำมันทั้งสี่ลำ ซึ่งสองลำจดทะเบียนมาบาฮามา อีกสองลำจดทะเบียนในเบลีซและอินเดีย
อย่างไรก็ตามรัฐมนตรีต่างประเทศบังกลาเทศ ตูฮิด ฮอสเซน (Touhid Hossein) กล่าวว่า ความขัดแย้งดังกล่าวสามารถแก้ไขได้ด้วยการเจรจา เนื่องจากสองฝ่ายมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ซึ่งคณะกรรมการแบ่งปันเขตน่านน้ำสองฝ่ายจะเปิดประชุมระหว่างวันที่ 16-17 พ.ย.นี้
บังกลาเทศจะแจ้งไปยังบริษัทจากเกาหลีใต้ที่ได้รับสัมปทานสำรวจน้ำมันและก๊าซในเขตดังกล่าว ให้ถอนออกไปจากเขตน่านน้ำบังกลาเทศ
ทะเลเบงกอล ได้กลายเป็นจุดสำคัญในช่วงปีใกล้ๆ นี้ หลังจากกลุ่มบริษัทร่วมทุนแดวูอินเตอร์เนชั่นแนลกับ บริษัทน้ำมันของอินเดียประกาศการค้นพบก๊าซปริมาณ 7 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุตในแหล่งใกล้ชายฝั่งของพม่า ทำให้มีการขยายการสำรวจเข้าไปในเขตน้ำลึก
บริษัทน้ำมันอินเดียก็ได้ค้นพบก๊าซที่คาดว่าจะมีปริมาณ 100 ล้านล้านในทะเลเบงกอล ในเขตน่านน้ำของตน และในปี 2549 สื่อในบังกลาเทศได้รายงานการค้นพบชั้นหินใต้ทะเลที่คาดว่าจะเก็บกักน้ำมัน ดิบและก๊าซปริมาณมหาศาลเช่นเดียวกัน
ตามตัวเลขอย่างเป็นทางการของกระทรวงวางแผน และพัฒนาเศรษฐกิจ นับตั้งแต่เปิดประตูรับการลงทุนในปี 2531 จนถึงสิ้นปี 2550 มีนักลงทุนต่างชาติเข้าลงทุนสำรวจขุดเจาะพลังงานใน 85 โครงการรวมมูลค่า 3,243 ล้านดอลลาร์ เป็นแขนงลงทุนใหญ่อันดับสองรองจากแขนงผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังน้ำ
ในปี 2550 การลงทุนในแขนงสำรวจปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าจากปี 2549 เป็น 474.3 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 90% ของการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่ารวม 504.8 ล้านดอลลาร์.
ผู้จัดการออนไลน์