หน้าแรก
   การเมือง
   การศึกษา
   บันเทิง
   เศรษฐกิจ
   ประเพณีมอญ
   บทกลอน
   บทความ
 ¢èÒÇ»ÃШÓÇѹ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เมื่อลูกหลานแรงงานมอญต้องเรียนภาษาพม่าในเมืองไทย


เมื่อลูกหลานแรงงานมอญต้องเรียนภาษาพม่าในเมืองไทย
สุกัญญา เบาเนิด
เสียงรามัญ ปีที่ 2 ฉบับที่ 9 พฤษภาคม –มิถุนายน 2550


ตามความเข้าใจและการรับรู้คนไทยนั้นมักจะเข้าใจว่าแรงงานข้ามชาติจากประเทศพม่า คือ คนพม่า พูดภาษาพม่า และไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ใดที่อยู่ในประเทศพม่าก็สามารถพูดภาษาพม่าได้ทั้งหมด เฉกเช่นเดียวกับในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็น จีน มอญ เขมร ลาว แขก นอกจากจะมีภาษาของตนแล้ว ภาษาไทยก็เป็นภาษากลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน

นี่คือความเข้าใจและการรับรู้บนพื้นฐานของประสบการณ์ความรู้ความเข้าที่ตัวเองมีของคนไทย คำถามที่ตามมาคือ แล้วในประเทศเพื่อนบ้านของเราจะเป็นเหมือนเราจริงหรือ !!!
ในประเทศพม่ามีประชากรราว 47 ล้านคน และมีกลุ่มชนที่แตกต่างกันถึง 67 กลุ่ม และจากการสำรวจของอังกฤษในยุคอาณานิคมพบว่ามีการใช้ภาษาที่แตกต่างกันถึง 242 ภาษา ประชากรมากกว่า 1 ใน 3 เป็นชนกลุ่มน้อยที่รวมตัวกันอยู่อย่างหนาแน่นรอบๆขอบของประเทศ ชนกลุ่มน้อยแต่ละกลุ่มต่างก็ใช้ภาษาถิ่นทั้งภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตัวเอง  คนมอญที่รวมตัวกันหนาแน่นในเขตรัฐมอญและในพื้นที่อื่นๆก็จะใช้ภาษามอญกันเป็นหลัก เช่นเดียวกับคนกะเหรี่ยงในรัฐกะเหรี่ยงและชาวไทยใหญ่ในรัฐฉาน  ถึงแม้ว่าภาษาพม่าจะเป็นภาษาทางการแต่ก็ไม่ใช่ภาษากลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน  เพราะมีผู้คนเป็นจำนวนมากที่ไม่รู้ภาษาพม่า โดยเฉพาะในเขตรัฐของชนกลุ่มน้อยที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศไทย แล้วผู้คนเหล่านี้ไม่ใช่หรือ!!!ที่อพยพเข้ามาทำงานในประเทศไทย

สำหรับคนมอญที่รู้ภาษาพม่านั้นจะเป็นผู้ที่มีโอกาสได้เข้าโรงเรียนของรัฐบาลพม่า แต่ก็ไม่ทุกคนที่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเนื่องจากการไม่เห็นประโยชน์ของการศึกษา เพราะถึงแม้จะมีความรู้สูงก็มักจะตกงานไม่มีตำแหน่งงานรองรับ ประกอบกับรัฐบาลพม่ายังเลือกปฏิบัติต่อผู้คนเชื้อชาติอื่นๆอย่างไม่เท่าเทียม ตลอดจนสภาพชีวิตที่ค่อนข้างยากจนข้นแค้น ปากกัดตีนถีบเนื่องจากแรงบีบคั้นจากปัญหาทางการเมืองและสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำ คนมอญบางคนกล่าวว่า 

“ผมได้ยินคนที่โน่นเขาพูดกันว่า.. ไม่รู้จะเรียนสูงไปทำไมกัน...จบมาก็ไม่มีงานให้ทำ จบปริญญาตรีก็ต้องมาทำไร่ทำนาไม่ต่างจากวัวควาย”


คนมอญมักนิยมเรียนภาษามอญและตามหมู่บ้านทุกแห่งจะมีโรงเรียนมอญตั้งอยู่ แต่รัฐบาลพม่ามักจะสั่งปิดโรงเรียนเหล่านั้น เพราะต้องการให้คนมอญเรียนในโรงเรียนพม่า และเลิกใช้ภาษาของตนตามนโยบายการผสมกลมกลืนชนกลุ่มน้อย คนมอญจึงต้องแอบเรียนตามวัดซึ่งผู้ชายที่ได้บวชเรียนก็จะมีโอกาสมากกว่าผู้หญิงซึ่งตกอยู่ในสภาพไม่รู้หนังสือเป็นส่วนใหญ่

“....ถ้าพูดถึงที่โน่นเราเรียนภาษามอญกันมากที่วัด เพราะเรามีอำนาจศาสนาคุ้มครองอยู่ เราถึงมีโอกาสเรียน เจ้าอาวาสท่านปกป้องได้ และพระท่านจะสอนให้ ทำให้ผู้หญิงขาดโอกาสทางการเรียนภาษามอญ ผู้ชายจะมีโอกาสเรียนรู้มากกว่าเพราะส่วนหนึ่งบวชเป็นพระและได้เรียนชั้นสูง...”

เมื่อคนมอญจากเมืองมอญ (ประเทศพม่า)อพยพเข้ามาทำงานและรวมตัวกันมากที่สุดในจังหวัดสมุทรสาคร ภาษาที่ใช้กันในกลุ่มก็คือภาษามอญ  แต่ที่ผ่านมาแรงงานมอญยังถูกมองว่าเป็นคนพม่าพูดภาษาพม่า เมื่อฐานคิดเป็นเช่นนี้ทำมีผลกระทบในด้านต่างๆตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการจัดการศึกษาให้ลูกหลานแรงงานมอญในลักษณะสอนควบสองภาษา (bilingual) ที่มุ่งเน้นการสอนภาษาพม่าควบคู่ไปกับภาษาไทย

ดังเช่นในปีพ.ศ.2549 มูลนิธิรักษ์ไทยได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ทั้งหมด 6 แห่ง ได้แก่พื้นที่โกรกกราก พงษ์ทิพย์ สะพานปลา ท่าฉลอม ท่าทราย และ ตลาดกุ้ง  โดยมีวัตถุประสงค์

    • เพื่อพัฒนารูปแบบการศึกษาควบสองภาษาสำหรับเด็กข้ามชาติ
    • เพื่อเพิ่มจำนวนเด็กข้ามชาติอายุระหว่าง 3-12 ปี ให้ได้รับการศึกษาก่อนวัยเรียนผ่านศูนย์การเรียนรู้ตามอัธยาศัยและผ่านกิจกรรมในชุมชน

เด็กลูกแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาเรียนกับศูนย์การเรียนรู้จะได้รับการเรียนการสอนโดยเน้นการฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาไทยและพม่า รวมถึงการเรียนรู้ด้วยตนเองและการทำกิจกรรม เช่นการดูแลสุขภาพและความปลอดภัย วัฒนธรรมประเพณีและการออมทรัพย์ และอื่นๆตามความเหมาะสมของวัยและบริบทของสังคม เด็กจะได้รับการเรียนการสอนลักษณะควบสองภาษาคือภาษาไทย และภาษาพม่า 

                      ในขณะที่โรงเรียนวัดศิริมงคล ตำบลบ้านเกาะ ก็รับลูกหลานแรงงานข้ามชาติเข้าเรียนจำนวนมากที่สุดในพื้นที่นี้ ซึ่งมีจำนวน 250 คน กว่าร้อยละ 70 เป็นชาวมอญ ส่วนที่เหลือเป็นชาวทวาย ชาวพม่าแท้ และชาวกะเหรี่ยง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมด้านภาษาไทยก่อนที่เด็กจะได้เรียนร่วมกับเด็กนักเรียนไทยในชั้นเรียนปกติ ทางโรงเรียนได้รับการช่วยเหลือจากเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) (Labour Rights  Promotion Network) สนับสนุนครูที่มีความรู้ด้านภาษาพม่าและภาษาไทยมาช่วยสอนในชั้นเรียน

หากพิจารณาตามหลักการของเรียนการสอนแบบ (bilingual) ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเด็กข้ามชาติเหล่านี้ก็ต่อเมื่อได้มีการพัฒนาทักษะบนพื้นฐานความเชี่ยวชาญในภาษาเดิมของตน เพราะจะทำให้เด็กเข้าใจภาษาไทยได้รวดเร็วขึ้น ที่สำคัญเป็นการเตรียมความพร้อมให้เด็กได้เข้าเรียนในระบบการศึกษาของไทย   จะเห็นว่าทั้งๆที่เด็กข้ามชาติที่อยู่ในโรงเรียนวัดศิริมงคล และศูนย์การเรียนรู้ฯของมูลนิธิรักษ์นั้นเป็นลูกหลานมอญมากถึงร้อยละ 70 จึงเกิดคำถามว่าทำไมเด็กมอญจึงต้องเรียนภาษาพม่าแทนที่จะเป็นภาษามอญ รวมทั้งเด็กกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆเช่น กระเหรี่ยง ไทยใหญ่ ทวาย ไม่ได้เรียนรู้ในภาษาเดิมของตน

ในทางกลับกันในประเทศไทยได้เกิดกระแสการอนุรักษ์ ส่งเสริมและฟื้นฟูภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ ในส่วนของมอญนั้นได้มีการดำเนินการจัดทำโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูภาษาด้วยวรรณกรรมสำหรับเยาวชนมอญ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ของสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) และโครงการพัฒนาการสอนภาษาไทยโดยแนวทวิภาษา ณ ชุมชนมอญ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ของกระทรวงศึกษาธิการ
                     
ดังนั้นจะเห็นว่าแนวทางในการปฏิบัติต่อกลุ่มชาติพันธุ์มอญนั้นแตกต่างกัน มอญในเมืองไทยได้รับการส่งเสริมให้รู้ภาษามอญ แต่มอญที่มาจากเมืองมอญ(ประเทศพม่า)กลับส่งเสริมให้เรียนรู้ภาษาพม่า   
นี่คือความพิลึกพิลั่นที่สะท้อนการทำงานแบบ double standard และเป็นบทสรุปของการมีวิธีคิดในกรอบของรัฐชาติมากกว่าการคำนึงถึงความเป็นชาติพันธุ์ ทำให้เกิดการเหมารวมว่าแรงงานข้ามชาติจากประเทศพม่าคือคนพม่า ส่งผลต่อนโยบายการจัดการต่อผู้คนที่มิใช่คนไทยเกิดความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียม  สิ่งหนึ่งที่ผู้เกี่ยวข้องต้องตระหนักคือ “มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน” ดังนั้นจึงควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม และเหมาะสม ตลอดจนต้องเคารพความเป็นตัวตนของผู้คนทั้งหลายที่ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าต้องคนไทยเท่านั้น แต่ยังต้องให้ความสำคัญต่อความชาติพันธุ์หรือตัวตนของคนที่ไม่ใช่คนไทยด้วย  อย่าให้ความรู้สึกที่มีต่อผู้คนเหล่านี้ถูกปิดกั้นด้วยสัญชาติและพรมแดน จนบางครั้งก็เราเองก็ดูดายและเมินเฉยจนเกินไป และคิดว่าแรงงานข้ามชาตินั้นได้รับความช่วยเหลืออย่างที่เป็นอยู่นี้ก็ดีถมไปแล้ว!!!

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ทางการศึกษาของเด็กลูกแรงงานข้ามชาติขององค์กรพัฒนาเอกชนและโรงเรียนของรัฐยังคงเน้นการเรียนการสอนภาษาพม่าและภาษาไทย  แต่ในกลุ่มแรงงานมอญได้มีการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ของมอญ 2 แห่ง คือ ศูนย์การเรียนรู้พัฒนาภูมิปัญญามอญ วัดบางหญ้าแพรก ตั้งอยู่ภายในวัดบางหญ้าแพรก ตำบลบางหญ้าแพรก และศูนย์การเรียนรู้ชุมชนไทยมอญพัฒนา ตั้งอยู่ภายในหมู่บ้านเบญจทรัพย์ ถนนเอกชัย  ซึ่งทั้งสองแห่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสอนภาษาไทยและภาษามอญแก่แรงงาน และลูกหลานแรงงานมอญ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับผู้เรียน เสริมทักษะการ ฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาไทย รวมทั้งอนุรักษ์ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์ เมื่อผู้เรียนมีทักษะแล้วก็จะสามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาของไทยได้ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.)

ศูนย์การเรียนรู้ของมอญนั้นเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆที่สะท้อนถึงการดิ้นรนของคนมอญในการรักษาภาษาและวัฒนธรรมของตัวเอง  การเกิดขึ้นศูนย์การเรียนรู้ของมอญทั้งสองแห่งก่อตัวขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนไทยเชื้อสายมอญ และคนมอญจากเมืองมอญเป็นความร่วมไม้ร่วมมือบนรากฐานสำนึกทางชาติพันธุ์เดียวกัน เพราะไม่ว่าจะมอญในไทยหรือในพม่าความเป็นมอญย่อมมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

คนมอญนั้นเชื่อว่า“หากภาษาสูญสิ้น เท่ากับว่าชาติมอญสูญสิ้นไปด้วย” ตลอดจน “การรักษาภาษา คือ การรักษาชาติ” คนมอญในประเทศพม่าจึงพยายามรักษาภาษาและสืบทอด เมื่ออพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย คนมอญเมืองมอญนอกจากต้องการเรียนรู้ภาษาไทยเพื่อประโยชน์ต่อการทำงานและใช้ชีวิต การเรียนภาษามอญก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะเป็นรักษาภาษาและวัฒนธรรมของตน
 
พ่อแม่ของเด็กมอญส่วนมากมักจะให้ลูกเรียนภาษาไทยเพราะมีความจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในประเทศไทย ในขณะเดียวกันก็ต้องการให้ลูกได้เรียนรู้หนังสือและภาษามอญ เพราะถ้าหากจะต้องกลับไปถิ่นเดิมของตนจะได้นำกลับไปใช้ และอีกประการหนึ่งการรู้ภาษาและหนังสือมอญเป็นการเรียนรู้รากเหง้าของตัวเอง  และคนมอญคิดอยู่ตลอดว่ารัฐบาลพม่านั้นปิดกั้นเรื่องการศึกษาของมอญ เช่น การปิดโรงเรียนมอญที่พม่า เมื่อเข้ามาอยู่ในประเทศไทยพวกเขาจึงได้รับโอกาสและไม่ถูกปิดกั้นเรื่องนี้

 เด็กชายซ้าจซอนอายุ 10 ปี เกิดที่เมืองไทยส่วนพ่อแม่เป็นคนมอญบ้านเมาะเนียง เมืองมอญประเทศพม่า ปัจจุบันอาศัยอยู่ย่านชุมชนบางหญ้าแพรกเล่าว่า
“...แม่บอกผมว่าให้เรียนหนังสือมอญ ตอนกลับไปที่โน้นก็ต้องพูดมอญ และได้ใช้ภาษามอญ...แต่ถ้าเราไม่เรียนมอญเลยเราก็กลายเป็นคนไทย หรือเป็นมอญไทยไปเลย...”
                     
ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรพัฒนาเอกชน ควรจะพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนของเด็กข้ามชาติให้ตรงตามกลุ่มชาติพันธุ์น่าเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะของเด็กในการเรียนรู้ภาษาไทย และสอดคล้องกับวิถีชีวิตวัฒนธรรมของเด็ก เด็กมอญก็ควรเรียนรู้ภาษาและหนังสือมอญควบคู่กับไปการเรียนภาษาไทย การสอนภาษาพม่าให้เด็กมอญนอกจากจะไม่สอดคล้องกับภาษาที่เด็กใช้พูดคุยกับพ่อแม่ในชีวิตประจำวันแล้ว การสอนภาษาพม่ายังเป็นการตอกย้ำว่าลูกหลานแรงงานมอญเหล่านั้นคือคนพม่า อคติทางชาติพันธุ์ต่อคำว่า “พม่า” ก็จะยังคงดำรงอยู่ต่อไป และเป็นสาเหตุสำคัญต่อการละเมิดสิทธิในด้านอื่นๆตามมา

 


:: Home | To Top ::

Copyright © 2004-2005, Kao Wao News Group. All rights reserved. Suggestions or comments to the Editor. Code by Webmaster.