เรียน อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และทุกท่านที่เคารพ
องค์ บรรจุน
สืบเนื่องจากการจัดงาน “วันรำลึกชนชาติมอญ” ของชมรมเยาวชนมอญกรุงเทพ ซึ่งได้ดำเนินการจัดงานมาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยหมุนเวียนสับเปลี่ยนไปจัดยังวัดมอญตามจังหวัดต่างๆ ที่มีชุมชนมอญเช่น ลพบุรี อยุธยา ปทุมธานี ราชบุรี สมุทรสงคราม กรุงเทพฯ ฯลฯ
ซึ่งในปีนี้ได้กำหนดการจัดงานที่วัดบ้านไร่เจริญผล สมุทรสาคร โดยการจัดงานก็เป็นที่ทราบกันดีว่ายึดเอาวันแรกสร้างกรุงหงสาวดี แรม 1 ค่ำ เดือน 3 ตามประวัติศาสตร์ของมอญ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 20 กุมภาพันธ์ แต่ปรับให้ตรงกับเสาร์อาทิตย์และความสะดวกของเจ้าของสถานที่จัดงาน จึงเป็นวันที่ 2-3 กุมภาพันธ์ 2551 มีการวางแผนงานข้ามปี ประกาศสถานที่จัดงานกันตั้งแต่ในงานเมื่อปีที่แล้ว หลายๆ ชุมชนเตรียมรายชื่อ เตรียมการแสดงและเหมารถกันไว้แล้ว
ด้วยวิธีปฏิบัติของชมรมฯ ที่ไปจังหวัดไหนก็จะเชิญผู้ว่าฯจังหวัดนั้นมาเปิดงาน ผู้ว่าทุกจังหวัดก็ให้ความร่วมมือมาโดยตลอด และในปีนี้ก็เช่นกัน ซึ่งชมรมฯเชิญผู้ว่าสมุทรสาคร (คนที่ออกประกาศห้ามแรงงานต่างด้าวแสดงออกทางวัฒนธรรม ห้ามเผยแพร่ภาษาของแรงงานต่างด้าว ห้ามต่างด้าวคลอดลูกในเมืองไทย) ทั้งมาแถลงข่าวในวันที่ 19 มกราคม และมาเปิดงานวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ชมรมฯส่งหนังสือเชิญไปตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2550 ยังไม่ได้รับหนังสือตอบ แต่ทราบจากเพื่อนของเพื่อนซึ่งเป็นคนใน และได้รับโทรศัพท์จาก พ.อ.จักราวุธ (อ้างว่าโทรมาจากศาลากลางจังหวัดสมุทรสาคร) แจ้งว่าไม่สามารถตอบหนังสือมาในลักษณะจะไม่อนุญาตให้จัดงานได้ แต่ขอความร่วมมือ “ไม่อยากให้จัด” เพราะมีกรณีสิ้นพระชนม์ ควรงดงานรื่นเริง?
กรณีสิ้นพระชนม์ เราทุกคนก็เสียใจ แต่มันก็เลยกำหนด 15 วันแล้ว เราเสียใจ เราเศร้าโศกมาหลายวันแล้ว เราตรมตรอมมามากเหลือเกินแล้ว เราขอผ่อนคลายจัดงาน “วันรำลึกชนชาติมอญ” หน่อยไม่ได้หรือ เราต้องการจัดงานเพื่อพบปะสังสรรค์ในบรรดาคนมอญทั่วประเทศไทย (35 จังหวัด) แต่งกาย กินอาหาร การแสดงแบบมอญ ทำบุญให้บรรพชนมอญ งานหลักๆ ก็มีแค่ 1 คืน กับ 1 วันกว่าๆ
เบื้องแรก เราคิดว่าต้องตอบคำถามเจ้าหน้าที่รัฐ ประมาณว่า จัดงานลักษณะนี้อาจกระทบกระเทือนความมั่นคงของชาติ กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของแรงงานต่างด้าว เราก็ยังยืนยันจะจัด ยังจะมีคำตอบให้เจ้าหน้าที่รัฐได้ แต่เจ้าหน้าที่รัฐมากรณีสิ้นพระชนม์ เราก็เลยกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ผมยืนยันกับ พ.อ.จักราวุธ ทางโทรศัพท์ไปว่า อย่างไรก็จะจัด เขาก็เงียบหายไปพักหนึ่ง เห็นว่าเข้าที่ประชุม (ทราบว่าประชุมกันหลายครั้งแล้วเรื่องนี้) และว่าก็อาจจะจัดได้ แต่คงต้องปรับพวกการแสดงออก และผู้ว่าฯคงไม่สามารถมาแถลงข่าว และมาเปิดงานได้ และขอให้ผมเข้าไปพบที่ศาลากลางจังหวัดสมุทรสาครในวันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคมนี้
คำถามก็คือผมจะต้องพูดอย่างไร ตอบคำถามอย่างไร ควรจะจัดงานต่อไปไหม ต้องเชิญใครมาแถลงข่าว หรือไม่ต้องแถลงข่าว แล้วควรเชิญใครมาเปิดงาน หรือไม่ต้องจัดงาน เกมนี้ผมต้องเล่นอย่างไร ควรเดินหน้า หยุดอยู่เฉยๆ หรือควรถอย
สองข่าวเด่นพม่า เป็นข่าวร้อนในรอบปี 2550
มล (กาเหว่านิวส์กรุ๊ป) 31 ธันวาคม 2550
ปี 2550 เป็นปีที่เกิดเหตุการณ์เด่นต่าง ๆ ขึ้นมากมายในโลกของเรา เหตุการณ์เด่นต่าง ๆ นั้นเกิดขึ้นในทั่วโลกหลายประเทศตลอดจนประเทศแถบตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเซียอีกด้วย หนังสือพิมพ์หลายฉบับของไทยได้คัดเลือกเป็นข่าวเด่นในรอบปี 2550 แตกต่างกันไป สำหรับหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก นั้น ได้คัดสิบข่าวเด่นในรอบปี ซึ่งข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์เที่เกิดขึ้นในพม่าได้ลงไว้สองข่าวเด่น ได้แก่ พระพม่าจีวรร้อนนำประท้วงรัฐบาล และอวสานราชายาเสพติดพม่า
1.พระพม่าจีวรร้อนนำประท้วงรัฐบาล
พระสงฆ์พม่าจีวรร้อนหลังรัฐบาลเอาแต่ใจตัวประกาศขึ้นราคาน้ำมันถึงเท่าตัวเป็นเหตุให้ประชาชนภายใต้การนำของพระภิกษุสงฆ์กว่าแสนคนในเมืองใหญ่น้อยหลายเมืองรวมไปถึงย่างกุ้งได้ลุกฮือประท้วงเมื่อวันที่ 24 กันยายน ถือเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 20 ปี จนรัฐบาลต้องประกาศเคอร์ฟิว 60 วัน หนำซ้ำยังสั่งให้ตำรวจปราบจลาจลยิงแก๊สน้ำตา และใช้กระบองเข้าสลายเข้าใส่กลุ่มพระผู้ชุมนุมทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน บาดเจ็บอีกหลายร้อยคน นอกเหนือจากจับกุมผู้ประท้วงทั้งแกนนำฝ่ายค้าน ดารานักแสดงและพระสงฆ์ ไปกักขังอีกจำนวนมาก
2.ลอบสังหารเบนาซีร์ บุตโต
เหตุการณ์ช็อกโลกส่งท้ายปีหมูไฟเห็นจะไม่มีข่าวใดเกินหน้าข่าวการลอบสังหารอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงเหล็กเบนาซีร์บุตโต แห่งปากีสถาน ตัวเก็งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 3 หากมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 มกราคม และจะเป็นคนสำคัญที่จะท้าทายอำนาจล้นฟ้าของประธานาธิบดีเปอร์เวซ มูชาร์ราฟ ที่กำลังถูกประชาคมโลกรวมทั้งลูกพี่ใหญ่สหรัฐกดดันอย่างหนักกรณีประกาศกฎอัยการศึก จนต้องยอมลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารแลกกับการได้เป็นประธานาธิบดีพลเรือนเต็มตัว ทำให้การเมืองในประเทศยิ่งง่อนแง่น ผสมผสานกับศึกภายในจากมุสลิมเคร่งจารีตที่ก่อเหตุรุนแรงขึ้นหลายครั้ง โดยเฉพาะการยึดมัสยิดแดง กลางกรุงอิสลามาบัด และจับเด็กกับผู้หญิงร่วม 200 คนเป็นตัวประกันนานนับสัปดาห์ จนทางการต้องส่งคอมมานโดบุกไปช่วย และสังหารกลุ่มติดอาวุธกว่า 50 คน
3.สินค้าจากจีนฉาวเรียกคืนนับล้านชิ้น
ปีนี้เป็นปีที่ผู้บริโภคทั่วโลกต่างหวาดผวาภัยเงียบที่มากับสินค้าส่งออกจากแดนมังกรจีนมากเป็นพิเศษ หลังพบว่าสินค้า ของเล่น และของใช้เด็กที่ผลิตในจีนเหล่านี้ล้วนมีมาตรฐานต่ำแถมยังปนเปื้อนสารเคมีในปริมาณสูง จนเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคซึ่งเสียชีวิตกว่า 300 คนจากการเสพสารปนเปื้อนโดยไม่รู้ตัว ทำให้หลายประเทศทั่วโลกต้องเร่งเรียกคืนสินค้าที่วางขายเกลื่อนตามท้องตลาดนับล้านชิ้น ไม่ว่าจะเป็นยาสีฟันชื่อดัง ยาแก้ไอชนิดน้ำเชื่อม ของเล่นเด็ก ผ้ากันน้ำลายเด็ก เสื้อผ้าเด็ก เตียงนอนเด็กหลายแบบและอาหารสัตว์
4.ฆาตกรรมหมู่นักศึกษาเวอร์จิเนีย เทค
เกิดเหตุสลดใจครั้งร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในสถานศึกษาสหรัฐและถือเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญวงการการศึกษามากที่สุดอีกด้วย เมื่อนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ผู้หนึ่งได้ใช้ปืนพก 2 กระบอกกราดยิงอาจารย์และเพื่อนที่กำลังเรียนในมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เทค ในเมืองแบล็คเบิร์ก รัฐเวอร์จิเนีย ดับถึง 32 ศพ เมื่อเดือนเมษายน ก่อนจะปลิดชีพตัวเอง ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้พบบันทึกของมือปืนวัย 23 ปีซึ่งเขียนระบายความคับแค้นใจว่าเกลียดคนรวย ขณะที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นความผิดปกติทางจิตหรืออาจมาจากสังคมวิปริตก็ได้
5.เครื่องบินแซมบ้าลื่นไถลย่างสดยกลำ
เกิดโศกนาฏกรรมทางอากาศสุดสยองขึ้นในบราซิลเมื่อเครื่องบินแอร์บัส เอ 320 ของสายการบินแทม ซึ่งเป็นสายการบินท้องถิ่น ได้ลื่นไถลออกจากรันเวย์ขณะลงจอดที่สนามบินคอนกอนฮาส ในนครเซาเปาโล ก่อนจะพุ่งข้ามทางด่วนสายหนึ่งที่กำลังมีรถราวิ่งกันขวักไขว่เนื่องจากเป็นช่วงเลิกงาน จากนั้นพุ่งชนปั๊มน้ำมัน และอาคารบ้านเรือนที่อยู่ใกล้เคียง ส่งผลให้เกิดไฟลุกท่วมอย่างรุนแรง ย่างสดผู้โดยสารบนเครื่องและคนบนดินร่วม 200 ศพ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน บรรดานักบินและช่างเทคนิคต่างเตือนกันเองว่าให้ระวังเพราะ "รันเวย์นั้นลื่นราวกับสบู่"
6.เนปาลเตรียมล้มเลิกระบบกษัตริย์
หลังจากยอมยุติการทำสงครามใต้ดินร่วม10 ปี แล้วเข้าร่วมกระบวนการทางการเมืองหมายโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ โดยสันติวิธี ฝันของกลุ่มติดอาวุธเหมาอิสต์ในเนปาลก็เริ่มกลายเป็นจริง เมื่อรัฐบาลผสมที่ตั้งขึ้นหลังการประท้วงครั้งใหญ่ของประชาชนเมื่อเดือนเมษายน ปีที่แล้วได้ยินยอมลงนามในข้อตกลงไฟเขียวให้ยกเลิกการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่อยู่คู่ประเทศนี้มานานถึง 238 ปี เปลี่ยนไปปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตยแทนหลังการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยผ่านพ้นไปแล้ว ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ทยอยถอดถอนพระราชอำนาจของกษัตริย์คยาเนนทรารวมถึงการปลดพระองค์จากตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพ และลบพระบรมฉายาลักษณ์ออกจากธนบัตร โดยใช้ภาพพระพุทธเจ้าแทน
7.จับ"วัง เปา" ผู้นำม้งลาว
นายพลวังเปา วัย 77 อดีตนายพลประจำกองทัพบกลาวที่ได้กลายเป็นผู้นำกองกำลังชาวม้งเข้าร่วมกับซีไอเอทำ "สงครามลับ" เพื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ทั้งในลาวและในเวียดนาม ก่อนจะลี้ภัยไปอยู่ในสหรัฐเมื่อปี 2518 ภายหลังการปลดปล่อยอินโดจีน ได้ถูกทางการสหรัฐรวบตัวจากบ้านพักเมืองซาคราเมนโต รัฐแคลิฟอร์เนีย พร้อมพวกอีก 9 คน ในข้อหาวางแผนจะใช้กำลัง และความรุนแรงโค่นล้มรัฐบาลลาวหลังได้ระดมเงินซื้ออาวุธจำนวนมาก เตรียมการจะขนผ่านไทยไปยังลาวเพื่อก่อวินาศกรรม รวมไปถึงการถล่มพระราชวังในกรุงเวียงจันทน์และสถานที่ราชการหลายแห่ง
8.วินาศกรรมสนามบินกลาสโกว์
ฝันร้ายของแดนผู้ดีอังกฤษซึ่งยังวิตกจริตอยู่ไม่วายว่าอาจตกเป็นเป้าการก่อการร้ายครั้งใหญ่อีกก็กลับกลายเป็นจริงขึ้นมาเมื่อมีผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ก่อการร้ายลักษณะคล้ายชาวเอเชียใต้ 2 คน ได้ขับรถเถจี๊ปเชอโรกีที่ไฟลุกท่วมคันหนึ่งพุ่งฝ่าเข้าไปในรั้วรักษาความปลอดภัยของสนามบินและพุ่งชนอาคารที่พักผู้โดยสารในสนามบินกลาสโกว์ อันเป็นสนามบินที่คับคั่งที่สุดในสกอตแลนด์ แต่ถูกตำรวจจับได้ตามด้วยการทลายแผนก่อการร้ายอีกหลายระลอก แต่ที่ทำให้ทุกคนต้องตะลึงงันก็คือบรรดาผู้ต้องสงสัยร่วมสิบคนที่ถูกจับนี้ส่วนใหญ่เป็นแพทย์มือดี ตำรวจเชื่อว่าแรงบันดาลใจของการก่อเหตุครั้งนี้เพื่อหวังจะแก้แค้นอังกฤษที่ตั้งยศอัศวินหรือ "เซอร์" ให้แก่นายซัลมาน รัชดี นักเขียนที่ชาวมุสลิมเกลียดชัง
9.เสือเหลืองเฮส่งนักบินคนแรกสู่อวกาศ
ใช่ว่าปีนี้จะมีข่าวนองเลือดเสมอไปแต่ยังมีเรื่องจรรโลงใจเมื่อชีค มุสซาฟาร์ ซูเคอร์ นักบินอวกาศคนแรกของมาเลเซียได้เดินทางสู่อวกาศท่ามกลางความคลั่งไคล้ของคนในชาติ นับเป็นชาวมุสลิมคนที่ 9 ที่ได้เดินทางไปอวกาศ พร้อมกับประกาศลั่นว่า หวังว่าการเดินทางนาน 12 วันของตัวเองจะทำให้เข้าใกล้พระอัลเลาะห์มากขึ้น นอกเหนือจากเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวมาเลเซียสร้างความสำเร็จทางอวกาศให้มากขึ้น และควรมียานอวกาศของตัวเองให้ได้ภายในปี 2573
10.อวสานราชายาเสพติดพม่า
"ขุนส่า" หรือ "จาง ซีฟู" ได้ปิดฉากตำนานชีวิตของอดีตผู้นำกองทัพเมืองไตหรือไทยใหญ่ที่ต่อสู้มานานถึง 40 ปีเพื่อสิทธิการปกครองตนเองของรัฐฉาน ก่อนจะผันแปรตัวเองเป็นราชายาเสพติดชื่อดังที่สหรัฐตั้งค่าหัวไว้ถึง 2 ล้านดอลลาร์แล้วด้วยวัย 74 ปี หลังป่วยเรื้อรังด้วยสารพัดโรคไม่ว่าจะเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และอัมพฤกษ์ นับตั้งแต่ยอมทำสัญญาสงบศึกกับรัฐบาลพม่า เมื่อต้นปี 2539 โดยมีข้อแม้ว่าจะไม่ส่งตัวเองให้สหรัฐจากนั้นก็อยู่ภายใต้การอารักขาของหน่วยข่าวกรองเรื่อยมาจนกระทั่งเสียชีวิตที่กรุงย่างกุ้ง เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา
ได้จัดการประชุมใหญ่แห่งชาติมอญครั้งที่ 4
มล (กาเหว่านิวส์กรุ๊ป) 30 ธันวาคม 2550
ชาวมอญในเขตพื้นที่ต่างๆ ที่กระจ่ายอยู่ทั่วมุมโลกได้เลือกตัวแทนเข้าร่วมการประชุมใหญ่แห่งชาติมอญครั้งที่ 4 (The 4 th Mon National Conference) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า “เอ็มเอ็นซี” โดยมีตัวแทนผู้เข้าร่วมประชุมรวม (73) คน จาก 4 เขตพื้นที่ ซึ่งได้แก่เขตพื้นที่ภายในประเทศ เขตพื้นที่พรรคมอญใหม่ เขตพื้นที่ชายแดนและประเทศไทย และเขตพื้นที่ต่างแดน การประชุมใหญ่แห่งชาติมอญ(MNC)ครั้งนี้ ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 - 29 ธันวาคม 2550 รวม (3 )วัน
ณ. หมู่บ้านปาไล้ตุนไพด์ อยู่ติดกับชายแดนไทยพม่าในเขตการปกครองของพรรคมอญใหม่ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ในการประชุมนั้นมีผู้นำกลุ่มต่าง ๆ จาก (4)เขตพื้นที่มาหารือปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ภายในกลุ่มชนชาติมอญ เรื่องการเมืองภายในพม่า ความสามัคคีระหว่างชาวมอญทั่วทุกมุมโลก แก้ไขการร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวของรัฐมอญ(ประเทศมอญ) และการพิจารณาตกลงจุดยืนของชาวมอญที่มีต่อสถาณการณ์การเมืองในพม่าขณะนี้ ทีมข่าวกาเหว่าได้ไปเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในการประชุมครั้งนี้ และได้รายงานเพิ่มเติมอีกด้วยว่า ตัวแทนผู้นำจากเขตพื้นที่ต่าง ๆ ลงมติได้ตกลงตั้งชื่อกลุ่มแนวร่วมชาวมอญนี้ว่า Mon Affairs Union (MAU) ตามชื่อที่เคยใช้ไว้เมื่อการประชุมใหญ่แห่งชาติมอญครั้งที่ 3 ในปี 2549 และได้เลือกคณะกรรมการ (32) คน จาก(4)
เขตพื้นที่มาเข้าร่วมประชุม ซึ่งเขตพื้นที่ภายในประเทศ (12)คน เขตพื้นที่พรรคมอญใหม่ (8)คน เขตพื้นที่ชายแดนและประเทศไทย (8)คน และเขตพื้นที่ต่างแดน (4)คน นอกจากนั้นจะมีพระสงฆ์ และ นักวิชาการผู้มีความรู้มาร่วมเป็นที่ปรึกษาหารือ ที่กลุ่ม (MAU) จะมีมติในการร่วมดำเนินงานต่าง ๆ ต่อไป เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2550 การประชุมใหญ่แห่งชาติมอญครั้งที่ 4 ได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งแบบภาษามอญ มีอยู่ตอนหนึ่งเพื่อกระตุ้นให้ชาวมอญทุกคนรับทราบว่า
- ชาวมอญทุกท่าน อยู่ ณ. แห่งใดก็ตาม ติดต่อเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน และให้ความช่วยเหลือต่อกัน
- กลุ่มมหาชนทั้งหลาย อย่ารอคอยการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในประเทศของเรา พวกเราจงรวมตัวเข้าแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจความเป็นอยู่ และชนชาติของเรา
- สถานการณ์การเมือง จะถึงโค้งไหนก็ตาม เพื่อจะเป็นกำลังพลังของพวกเรา จงมีความสามัคคีกัน และในเวลาเดียวกันประเทศมอญของเราจะยิ่งใหญ่อีกครั้ง อนาคตของเรา เราจะตัดสินใจเองได้ จงต่อต้านขับไล่ผู้ที่เหยียบย้ำดินแดนของเรา
|