หน้าแรก
   การเมือง
   การศึกษา
   บันเทิง
   เศรษฐกิจ
   ประเพณีมอญ
   บทกลอน
   บทความ
 ¢èÒÇ»ÃШÓÇѹ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
พม่าต้นเหตุอาเซียนเครดิตล้มละลายสิงคโปร์หน้าแตก




อาเซียนคือ ‘กุญแจที่หล่นหาย’ ของเมียนมาร์
COMMENT
ASEAN Key to Myanmar change
By Michael Vatikiotis

การที่เมียนมาร์จะร่างรัฐธรรมนูญให้คืบหน้าได้จริง ๆหาได้ขึ้นกับคณะกรรมาธิการร่างฯ 54คน ที่ตั้งขึ้นใหม่ หรือแค่ตกลงหารือกับอิบราฮีมแกมบารี ทูตพิเศษองค์การสหประชาชาติแต่อย่างเดียวไม่มันต้องใช้แรงดันและมีเครื่องล่อ ซึ่งหากจีนจะเป็นตัวนำ สมาชิกอีก 9ประเทศแห่งสมาคมประชาชาติเอเชียอาคเนย์ (อาเซียน) ก็มีสิ่งเหล่านี้พร้อมอยู่แล้วปัญหาตอนนี้ก็อยู่ที่ว่า พวกเขาจะเอาหรือเปล่า ? – ไมเคิล
วาติกีโอตีส

       สิงคโปร์ – การประกาศแต่งตั้งคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญเมียนมาร์ชุดใหม่ ดูเหมือนจะเป็นไปตาม ‘บันใด 7 ขั้น’ สู่เป้าหมายสูงสุดของประเทศของคณะทหารเป๊ะ แต่ที่จริง สำหรับประชาคมโลก ที่กำลังพยายามส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยโดยสันติ มันเป็นข่าวร้ายมากกว่าอย่างอื่น

              ดูเหมือนว่าการตั้งคณะกรรมการร่างฯ 54 คน จะทำให้การร่างฯ เป็นไปอย่างปิดบังมากขึ้น ขัดขวางการปรึกษาหารือเพื่อให้เกิดสันติภาพ ระหว่างคณะทหารกับนางอองซานซูจี ผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อไกล่เกลี่ยกันในเรื่องสำคัญ ๆ ซึ่งเป็นขบวนการที่เพิ่งจะตั้งไข่

              ดูเหมือนคณะทหารกำลังทำในสิ่งที่ทุก ๆ คนกลัว นั่นคือรวมตัวกันสู้กับแรงกดดันต่าง ๆ ไม่ยอมอ่อนข้อให้ฝ่ายค้าน หรือประชาคมโลก และสิ่งนี้ก็เป็นเรื่องหนักใจมากสำหรับเพื่อนบ้านที่เห็นพ้องกับหลัก ‘ให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ-การเมือง’ (ไม่ใช่คว่ำบาตร) ไม่ว่าเพื่อนบ้านนั้นจะเป็นประเทศเล็กหรือใหญ่

              ตอนนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลทหารกำลังหารือกับอิบราฮีม แกมบารี ทูตพิเศษองค์การสหประชาชาติ แต่หากปราศจากการสนับสนุนของประเทศต่าง ๆ ในย่านนี้ บรรดานายพลของเมียนมาร์ก็จะพากันเล่นเกม ‘แบ่งแยกและปกครอง’ สบายใจเฉิบ ไม่ว่าเสียงเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงจะดังแค่ไหน ไม่ว่าขู่จะคว่ำบาตรจะแรงอย่างไร

              ตอนนี้มีเสียงเรียกร้องให้เพื่อนบ้านยักษ์ใหญ่ของเมียนมาร์ ซึ่งก็คือจีนและอินเดีย ช่วยออกมาเป็นตัวนำ (แต่ไม่มีข้อชี้แนะว่าควรทำอย่างไร ถึงจะเปลี่ยนสภาพเดิม ๆ นี้ได้) แต่ก็มีแนวคิดอีกแบบหนึ่งว่า หัวขบวนควรจะเป็น 5 สมาชิกถาวรในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ บวกนอรเวย์ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ (ประเทศหลังในปีนี้ดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน)

              แม้ว่าการจัดรูปขบวนแบบนี้จะเท่ากับเป็นตัวแทนความห่วงกังวลของประชาคมโลกที่ถูกต้อง เหมาะสม แต่การที่จะไปหว่านล้อมจีนและอินเดียให้เปลี่ยนแนวคิดของตัว จะเป็นการไปบีบบังคับพวกเขามากไป แถมผู้นำทางทหารของเมียนมาร์ก็คุ้นกับสำนวนแบบเจ้าอาณานิคมมากกว่าอีกด้วย

              ดังนั้น วิธีที่น่าจะได้ผลมากที่สุดก็คือกลุ่มแกน หรือหัวเรือ น่าจะอยู่ในย่าน มากกว่าอยู่ในนิวยอร์ค (สหประชาชาติ) โดยเฉพาะการที่จีนจะต้องเปลี่ยนแปลงแนวคิด ‘ไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น ๆ’ ที่ปัจจุบันโบราณ พ้นสมัยไปแล้ว ต้องการให้เพื่อนบ้านในย่านมาช่วยกันมะรุมมะตุ้ม หว่านล้อม เพราะฉะนั้น การสนับสนุนของอาเซียน (เมียนมาร์ก็เป็นสมาชิก) จึงสำคัญมาก

              หากอาเซียนเห็นพ้องกันผลักดันการเปลี่ยนผ่านโดยสันติ โดยใช้ทั้งพระเดช พระคุณ (with appropriate measures of carrots and sticks) แบบนี้แล้ว ก็ไม่น่ามีปัญหาที่จีน อินเดีย และญี่ปุ่น (ที่เมียนมาร์จะต้องพึ่งพาการค้าและเงินช่วยเหลือ) จะไม่ตามอย่าง ปัญหาตอนนี้คือว่า ‘ทำอย่างไรหละ’ ? แต่อาเซียนก็มีภูมิหลังกับเมียนมาร์ไม่ค่อยคงเส้น คงวานัก ตั้งแต่รับเมียนมาร์เข้ามาร่วมในปี 1977 ทางกลุ่มมักไม่ค่อยจะใช้อิทธิพลกดดันรัฐบาลเมียนมาร์ ไม่ค่อยกล้าเผชิญหน้า ไม่ค่อยกล้าโดดเดี่ยวประเทศที่ยากจนที่สุดในย่าน ที่ประชากรกว่าร้อยละ 60 มีรายได้ต่ำกว่า U$400 เหรียญต่อปีแห่งนี้นัก

              น็อตเริ่มคลายเกลียว หลังจากการประท้วงครั้งล่าสุดปะทุขึ้น และตามมาด้วยการปราบปรามอย่างป่าเถื่อน สิงคโปร์ (ในฐานะที่เป็นประธานอาเซียนปีนี้) มีจดหมายไปยังรัฐบาลเมียนมาร์ว่า ‘รู้สึกขยะแขยง’ กับการปราบปรามผู้เดินขบวน แล้วสมาชิกอาเซียนอื่น ๆ ก็พากันประสานเสียงมาจากเมืองหลวงของตนตามไป

              แต่ทว่า น่าอนาถ ตั้งแต่ปราบปรามในครั้งนั้นมาเกือบจะเดือนอยู่แล้ว ก็ยังไม่มีผู้ใดคิดแผน ที่จะตกลงกันได้ เวลากำลังงวดลงไปทุกที ๆ หากที่ประชุมสุดยอดอาเซียนที่สิงคโปร์เดือนหน้า ยังไม่มีอะไรที่เป็นแก่นสารออกมาอีก บรรดานายพลของเมียนมาร์ก็จะสรุปได้อย่างถูกต้องเลยว่า พวกตน ‘ผ่านอีกแล้ว’

              ผู้นำอาเซียนเกือบทั้งหมด ให้การสนับสนุนการที่แกมบารีเดินทางไปไกล่เกลี่ยถึงในเมียนมาร์ แต่พวกเขาควรจะก้าวหน้าไปไกลกว่านี้ และหาทางหารือกับทั้งจีนและอินเดีย จังหวะก้าวเช่นนั้นจะรังสรรค์ให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน การไกล่เกลี่ย รอมชอมกันทางการเมือง แสดงให้เห็นเอกภาพของอาเซียน และช่วยหนุนเนื่องแกมบารีให้เข้มแข็งขึ้น

              ก้าวต่อไป อาเซียนกับจีนควรจะตกลงเห็นพ้อง ที่จะตั้งกลไกดูแลการให้ความช่วยเหลือเมียนมาร์ ในกรณีที่ขัดกับเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของตัวเช่นนี้ จีนจะยอมหรือเปล่า แต่คณะทำงานด้านนี้ควรประกอบด้วยประธานอาเซียนปีที่แล้ว (ฟิลิปปินส์) ประธานปีปัจจุบัน (สิงคโปร์) และประธานปีหน้า (ไทย) ร่วมกับจีน อาจจะทั้งอินเดียด้วย อินโดนีเซียอาจจะอยากขอเข้ามามีเอี่ยว และก็ควรจะให้ไป เช่นเป็นประธานกิตติมศักดิ์ หรือทูตของกลุ่ม ที่จะบอกได้ว่า นี่ ‘เพื่อน ๆ เมียนมาร์’ นะ

              กรอบเจรจา ‘6 ฝ่าย’ ที่มีจีนนำ ทำให้ปัญหานิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือยุติลงได้ฉันใด ในกรณีเมียนมาร์ก็น่าจะเป็นฉันนั้น ความเผ็ดร้อนแบบดื้อด้านของเปียงยางทลายลง ก็เพราะจีนเข้าไปแทรกแซง และจีนก็สามารถแสวงหาการแทรกแซงแบบนุ่มนวล และเป็นประโยชน์ต่อทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กลไกสำหรับเมียนมาร์อีหรอบนี้ก็น่าจะเกิดขึ้นได้โดยพลัน หากจีนได้ไฟเขียว

              หากมีการตกลงจัดตั้ง ‘คณะทำงาน’ ขึ้นได้แล้ว คณะกรรมการฯชุดนี้ก็ควรจะดำเนินการไปตามความเห็นชอบของสหประชาชาติ และให้การสนับสนุนภารกิจของแกมบารี การที่อาเซียนจะสนับสนุนงานของแกมบารีด้วยปากแต่อย่างเดียว คงจะไม่พอ ต้องมีปฏิบัติการ มีแผน ช่วยเหลือให้คนเมียนมาร์ทั้งทุน ทั้งเทคนิค ให้ลืมตาอ้าปากในย่านให้ได้

              อย่างไรก็ตาม ที่เป็นอยู่อาเซียนยังคงแตกแยก ซัยยิด ฮามิด อัลบาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียยังคงปากดีเสมอ นับตั้งแต่ ‘ด่า’ การกระทำของรัฐบาลเมียนมาร์เมื่อปีก่อน เขาไม่เห็นความจำเป็นของอาเซียนที่จะเข้าไปยุ่งย่าม ไทยค่อนข้างดี คงจะสนับสนุนกลไกแบบนี้ อินโดนีเซียไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่ เพราะยังคงเชื่อมั่นในสายสัมพันธ์กับบรรดานายพลในเมียนมาร์ อินโดนีเซียคงจะหวังลม ๆ แล้ง ๆ (in a vain hope) ให้นายพลเมียนมาร์ เอาอย่างนายพลของตนเมื่อ 10 ปีก่อน ที่ลาโรงการเมืองไปแบบเงียบ ๆ

            ตอนนี้มีความจำเป็นมาก ที่อาเซียนต้องยุติความไม่ลงรอยกันให้ได้เสียที เลิกทำตัวทองไม่รู้ร้อน (dithering) และร่วมมือกันจีนสร้างเอกภาพในย่านนี้ขึ้นมา เมียนมาร์แสดงออกมาแล้วว่า ตนจะพูดก็แต่กับแกมบารีเท่านั้น ดังนั้นเขาก็ควรพูดในฐานะที่มีย่านทั้งย่านหนุนหลัง มหาอำนาจอื่น ๆ ก็คงอยากจะมีบทบาท แต่ประสบการณ์ก็บอกแล้วว่า การเอาการทูตไปแทรกแซงใคร ๆ จะดีที่สุด หากการนั้นเป็นไปภายในย่าน

              ในช่วงปี 1980s อาเซียนเคยแหกกฎทั้งหมดของตน หันมาสนับสนุนกลไกที่ดึงฝักฝ่ายต่าง ๆ ในกัมพูชามาสู่โต๊ะเจรจา ตอนนี้ฝักฝ่ายพวกนี้หมดแรง อ่อนแอ และแตกแยกจริง และพวกนายพลในเมียนมาร์ยังไม่ยอม เขี้ยวเล็บก็ยังอยู่ครบ แต่ผลที่จะได้มาต่างหากที่สำคัญ กัมพูชาถูกก้าวก่าย แทรกแซงมากว่าทศวรรษแล้ว และผลที่ได้มาก็คือมันเป็นประเทศเอกราช มีอธิปไตยที่เข้มแข็ง ประชาธิปไตยกัมพูชาอาจจะไม่เต็มใบ สังคมแบบพลเรือนที่เข้มวัน แข็งคืน ก็คอยควบคุมการนำที่แข็งกร้าว ให้ต้องน้อมนำเข้าหาหลักประชาธิปไตยพื้นฐานมาโดยตลอด

             ไม่มีผู้ใดในอาเซียนปรารถนาจะเห็นเมียนมาร์ไร้เสถียรภาพ แต่อาเซียนต้องร่วมมือกับจีนส่งสัญญาณแห่งความวิตกกังวลที่แรงพอ ว่า ‘ขั้นบันใดทางรัฐธรรมนูญ’ ที่กำลังร่างอยู่นี้ และปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าคิดจะไม่เอาฝ่ายค้านมาร่วมกระบวน เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ และการที่รัฐบาลคิดจะปฏิเสธ ไม่ยอมเจรจาต่อรองอย่างจริงจังกับนางอองซานซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ก็เป็นเรื่องรับไม่ได้พอ ๆ กัน การเปลี่ยนแปลงและเสถียรภาพที่สร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้ ไหลคล่องต้องใช้กระบวนการทางการเมืองแบบพิเศษ และก็มีแต่เพียงเพื่อนมิตรและเพื่อนบ้านของเมียนมาร์เท่านั้น ที่จะบอกเมียนมาร์ได้ถูกจุด

 (โดย     ไมเคิล  วาติกีโอตีส)
                                                                                                                                           
                                                                                                                                           


ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร ยกเลิกคำสั่ง “ห้ามแรงงานต่างด้าวจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม และส่งกลับหญิงต่างด้าวมีครรภ์”

                เมื่อวันที่ 21 พฤษจิกายน 2550 เวลา 13.30 น. เครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนแรงงานข้ามชาติกว่า 20 คนจาก 10 องค์กรพร้อมใจกันเข้าพบตามคำเชิญของนายวีระยุทธ เอี่ยมอำภา ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร รวมทั้งหัวหน้าส่วนราชการและตัวแทนผู้ประกอบการ เพื่อหารือให้ทบทวนยกเลิกจดหมายขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการในพื้นที่ให้ควบคุมแรงงานข้ามชาติและไม่สนับสนุนกิจกรรมตามประเพณีวัฒนธรรมเพราะอาจเกิดปัญหาความมั่นคง
                ผู้แทนองค์กรสิทธิมนุษยชนและแรงงานข้ามชาติได้แสดงความห่วงใยว่าการไม่สนับสนุนให้แรงงานข้ามชาติทำกิจกรรมตามประเพณีวัฒนธรรมนั้นขัดต่อหลักความเป็นจริงและวิถีชีวิตของชาวไทยและคนเชื้อสายมอญที่ได้ปฏิบัติสืบต่อันมาเป็นร้อย ๆ ปี และอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน การปรามดังกล่าวทำให้ประเพณีที่ดีงามนี้เสี่ยงต่อการสูญหาย ส่งผลให้เกิดการแบ่งเขาแบ่งเราในชุมชนได้ ทางผู้ว่าฯได้ชี้แจงว่า แรงงานข้ามชาติยังจัดและเข้าร่วมงานประเพณีวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้ ยกเว้นแต่งานที่แสดงความเป็นปฏิปักษ์ที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น

                ต่อกรณีแนวนโยบายของ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ในการส่งหญิงต่างด้าวตั้งครรภ์กลับไปคลอดลูกที่ประเทศต้นทางดังข่าวที่หสนอออกไปก่อนหน้านั้น ส่งผลให้ในจังหวัดสมุทรสาคร หญิงต่างด้าวเกิดความหวาดกลัว มีการทำแท้งและคลอดลูกในชุมชน และบางรายเด็กก็เสียชีวิต ทางองค์กรสิทธิมนุษยชนและแรงงานข้ามชาติมีข้อกังวลเป็นอย่างยิ่งว่าแนวนโยบายนี้ซึ่งถือเป็นการละ เมิดสิทธิอนามัยเจริญพันธ์ และส่งผลต่อการทำงานของฝ่ายสาธารณสุขในการส่งเสริมป้องกันโรค จึงเสนอว่าควรส่งเสริมรณรงค์การคุมกำเนิดและออกหนังสือราชการชี้แจงที่ชัดเจนในเรื่องนี้ เพื่อให้ทุกผฝ่ายเข้าใจตรงกัน ข้อเสนอดังกล่าวทางผู้ว่าฯ เห็นแนวทางสอดคล้องกัน ซึ่งท่านได้ย้ำว่าจังหวัดไม่ต้องการส่งกลับเพราะตระหนักดีว่าประเทศต้นทางอาจไม่รับ จึงน่าจะนำแนวนโยบายนี้เป็นโอกาส โดยรณรค์ให้หญิงต่างด้าวมีการคุมกำเนิดอย่างแท้จริง

                ที่ประชุมฯ ยังเห็นชอบในเรื่องการแก้ปัญหาร่วมกันทั้งระบบ จึงเห็นพ้องว่าจะตั้งคณะทำงานระดับจังหวัดที่มีภาครัฐและเอกชนมีส่วนร่วมเพื่อพิจารณาและกำหนดแนวทางการจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติที่เหมาะสมในจังหวัดสมุทรสาคร โดยมีแนวทางดำเนินการร่วมกัน 4 ข้อ ดังนี้

1.    ให้แรงงานข้ามชาติทั้งหมดเข้ามาอยู่ในระบบและทำงานอย่างถูกกฎหมาย
2.    ปราบปรามธุรกิจและขบวนการลักลอบใช้แรงงานผิดกฎหมาย โดยมีระบบรับแจ้งเหตุ เช่น สายด่วนช่วยเหลือแรงงานที่ถูกละเมิด
3.    ดูแลเรื่องอนามัยเจริญพันธ์ โดยเฉพราะการรณรงค์เรื่องคุมกำเนิดกับแรงงานข้ามชาติ
4.    ไม่ห้ามในการจัดหรือเข้าร่วมกิจกรรม

 


พม่าต้นเหตุอาเซียนเครดิตล้มละลายสิงคโปร์หน้าแตก

Supposing we expel Myanmar from Asean, what difference does it make? How will it improve the situation, or enhance our influence? การประชุมสุดยอดประจำปีสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่เพิ่งจะปิดฉากลงไป นับได้ว่าเป็นครั้งหนึ่งที่อาเซียนต้องสูญเสียความน่าเชื่อถือไปอย่างน่าเสียดาย ขณะที่เจ้าภาพสิงคโปร์ก็ต้องขายหน้าเกินกว่า 5 เบี้ย
 
ทั้งนี้ ต้นเหตุเกิดมาจากการเดิน   หมากผิด ในการดูแลจัดการกับประเทศสมาชิกเจ้าปัญหาอย่างพม่า
 
ก่อนหน้าที่จะถึงการประชุมอาเซียน บรรดาหุ้นส่วนของพม่าในอาเซียน ซึ่งตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักจากประชาคมนานาชาติ

ดูเหมือนว่าต่างพร้อมที่จะไล่เบี้ยเอากับคณะปกครองทหารพม่า ดำเนินการให้เห็นเป็นรูปธรรม ที่จะก้าวเดินไปสู่ประชาธิปไตย
 
Burma's military violently ended monk-led anti-government protestsที่ไหนได้ การขัดแย้งกันระหว่างผู้ นำ ทำให้การเจรจาซึ่งเจาะจงไปที่การออกกฎ  บัตรอาเซียนเกือบจะเสียหาย ทำให้พม่าซึ่ง  โดดขวางเต็มตัวไม่ยอมให้นายอิบราฮิม กัม   บารี ทูตพิเศษยูเอ็น ได้บรรยายสรุปเหตุการณ์ปราบโหดชาวพม่าอย่างนองเลือดเมื่อเดือน ก.ย. ให้อาเซียนและประเทศคู่เจรจาจากออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์และเกาหลีใต้รับทราบ ผงาดกลายเป็นฝ่ายมีชัยไปทันที
 
นักวิเคราะห์หลายคนให้ความเห็นว่า เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พม่า “วอล์ก เอาต์” จากที่ประชุมอาเซียนจึงต้องยอมอ่อนข้อตามที่พม่าเรียกร้อง ซึ่งไม่เสียความเป็นเอกภาพของกลุ่มก็จริงอยู่ แต่เป็นการเสียเครดิตอย่างร้ายแรง
 
ฌอน เทอร์เนลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพม่าจากมหาวิทยาลัยแมคคารี ออสเตรเลียบอกว่า เป็นการตัดสินใจที่น่าตกใจมาก อย่างน้อยการที่ให้นายกัมบารี มีโอกาสได้พูดก็ยังจะเป็นการแสดงให้เห็นว่า อาเซียนนั้นมีความวิตกกับเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้น “พวกเขาพลาดโอกาสทองที่จะส่งสัญญาณไปถึงพม่า”
 
ความจริงแล้ว ซัมมิทอาเซียน ที่ปิดฉากลงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ตั้งใจกันเอาไว้อย่างมากว่าจะเฉลิมฉลองที่อาเซียนก่อตั้งมาครบปีที่ 40 และร่วมกันลงนามในกฎบัตรที่เพิ่งจะมีเป็นฉบับแรกของกลุ่ม ซึ่งจุดประสงค์ของมันคือ สร้างความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวและเป็นกำลังที่ทรงอิทธิพลมากขึ้น
 
แม้จะ “ขยะแขยง” ต่อพฤติการณ์โหดของฮุนตาพม่าเมื่อเดือน ก.ย. และ อาเซียนได้แสดงความรู้สึกดังกล่าวออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน แต่อาเซียนกลับต้องยอมอ่อนข้อให้กับคำยืนกรานของนายกฯ เตง เส่ง ของพม่า ที่ไม่ยอมให้นายกัมบารีบรรยายสรุปใด ๆ ต่อที่ประชุม
 
เตง เส่ง ยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่า “สถานการณ์ในพม่าเป็นเรื่องภายในของพม่า และพม่ามีศักยภาพพร้อมสมบูรณ์ที่จะจัดการกับสถานการณ์ต่าง ๆ ด้วยตัวเอง”
 
นายกฯลี เซียน ลุง ก็ยอมรับโดยไม่โต้แย้งเลยแม้แต่แอะเดียว “แน่นอนว่า มัน  คือชัยชนะของพม่า” ฮิโร คัทสึมาตะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษานานาชาติของสิงคโปร์ฟันธง และว่า “สิ่งที่สูญเสียไปคือชื่อเสียงของสมาคมฯ”
 
แม้จะถูกมองว่าเป็นอันธพาล หรือ“พวกนอกคอกประจำภูมิภาค” ตั้งแต่เดินทางมาถึงสิงคโปร์ และถูกจับจ้องอย่างหนักก็ตาม แต่พม่ากลับเป็นฝ่ายชี้นิ้วบงการเกี่ยวกับวาระการประชุม ทั้งยังทำให้กฎบัตรอาเซียน ซึ่งผู้จัดทำต้องการที่จะลงโทษสมาชิกนอกคอก ต้องด้อยความสำคัญลงไปอีกด้วย
 
คัทสึมาตะกล่าวว่า “พม่าได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ ทั้งในแง่ของเนื้อหาในกฎบัตร ไปจนถึงวิธีที่จะปฏิบัติต่อทูตพิเศษยูเอ็น”
 
นายลี เซียน ลุง นายกฯสิงคโปร์ เจ้าภาพจัดประชุมสุดยอด โดนสับแหลกอยู่คนเดียว (ที่เจตนาดีไปเชิญกัมบารีมาร่วมแต่ดันไม่บอกให้สมาชิกชาติอื่นรู้) ในการจัดการรับมือกับปัญหาพม่า ที่เผยให้เห็นความแตกแยกอย่างลึกล้ำในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน
ถึงขนาดที่ว่าฟิลิปปินส์ออกปากวิจารณ์ระบอบการปกครองพม่า   อย่างแข็งกร้าว พร้อมกดดันให้ปล่อยตัวนางออง ซาน ซูจี ผู้นำหญิงเหล็กเรียกร้องประชาธิปไตย
 
เดบบี้ สโตธาร์ด ผู้ประสานงานเครือข่ายทางเลือกอาเซียนพูดถึงความเคลื่อนไหวของอาเซียนว่า “น่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง” จากการที่ก่อนหน้านี้อาเซียนได้ประณามฮุนตาอย่างรุนแรงต่อที่ประชุมยูเอ็น

กรณีปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธิปไตยนำโดยพระสงฆ์ อย่างนองเลือด จนทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 15 ศพ (ตามที่พม่าอ้าง) แต่ไม่มีใครเชื่อว่า ตัวเลขคนตายจะน้อยแค่นั้น
 
“นับเป็นสัญญาณของความอ่อนแอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสิงคโปร์กำลังพยายามที่จะผลักดันตัวเองให้ผงาดขึ้นมา ไม่เพียงแค่เวทีระดับภูมิภาค แต่บนเวทีระดับโลกด้วยเช่นกัน” สโตธาร์ดย้ำ
 
ด้านนายไซเอ็ด ฮามิด รมต.ต่างประเทศมาเลเซีย ดูเหมือนจะออกมาแก้เกี้ยวว่า ทั้งหมดเป็นเรื่องของอาเซียน ซึ่งจะยังคงให้การสนับสนุนยูเอ็นต่อไป แต่ไม่สามารถที่จะเอาเรื่องนี้ออกจากที่ประชุมอาเซียน เพื่อนำไปเข้าที่ประชุมอื่น ๆ ได้ พร้อมยืนยันว่า การไม่ให้โอกาสนายกัมบารีได้บรรยายสรุป ไม่ถือว่าเป็นการตบหน้า หรือลบหลู่ต่อยูเอ็นแต่อย่างใด “เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นการปิดโอกาสใครที่ต้องการจะพบนายกัมบารี อันนี้ต้องแล้วแต่พวกเขา”
 
การที่มีคนพูดว่า ประชาคมนานาชาติจะมองการยกเลิกบรรยายสรุปว่า เป็นชัยชนะของพม่า ซึ่งไม่ยอมที่จะให้ใครต่อใครมาสอดรู้สอดเห็นตรวจสอบเรื่องภายในของตน ก็ไม่เป็นความจริงเช่นกัน “ภายนอกจะมองยังไง ผมไม่สน ที่สำคัญคือ มันจะมีผลกระทบต่ออาเซียนยังไงบ้างเท่านั้นเอง”
 
เรื่องดี ๆ จากการประชุมอาเซียนครั้งที่ 14 นี้ ใช่ว่าจะไม่มี เพราะอย่างน้อยอาเซียนและสหภาพยุโรป (อาเซียน) ตกลงที่จะเปิดการเจรจาทำข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) โดยต่างก็เห็นชอบกันว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองกลุ่ม ไม่ควรที่จะต้องถูกขัดขวาง เพราะความขัดแย้งกันด้วยปัญหาพม่าเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบเปิดการเจรจา จัดตั้งเขตตลาดเสรี รวม 37 ประเทศและประชากรราว 1 พันล้านคน เป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ยังไม่ได้กำหนดว่าจะเริ่มต้นเมื่อไหร่
 
ในการประชุมเนื่องในโอกาสครบรอบปีที่ 30 ด้านความสัมพันธ์การทูต อาเซียนซึ่งมี 10 ชาติสมาชิก และอียูซึ่งมี 27 ชาติสมาชิก ได้เห็นชอบในการใช้แผนปฏิบัติการ ขยายความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายให้กว้างขวางและลึกล้ำมากยิ่งขึ้น
 
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งเกี่ยวกับวิธีที่จะจัดการกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการกดขี่ทางการเมืองในรัฐพม่าหนึ่งในสมาชิกอาเซียน กลายเป็นเงาบดบังการประชุม โดยทั้งสองไม่สามารถตกลง กันได้ว่าการคว่ำบาตรจะสามารถบีบบังคับให้ฮุนตาปฏิรูป (ประชาธิปไตย) ได้หรือไม่
 
ลี เซียน ลุง เจ้าภาพกล่าวในการแถลงข่าวร่วมว่า แม้พม่าจะเป็นประเด็นสำคัญก็ตาม แต่อาเซียนและอียูก็ไม่ควรที่จะให้เรื่องนี้มาขัดขวางความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายพร้อมย้ำจุดยืนของอาเซียนว่า การคว่ำบาตรไม่ใช่หนทางที่ได้ผลที่จะกดดันเหล่านายพลผู้ปกครองประเทศ ให้ยอมปฏิรูปประชาธิปไตย หลังการปราบปรามอย่างรุนแรงเมื่อเดือน ก.ย.
 
ไม่ว่าจะมีความขัดแย้งกันอย่างไรเกี่ยวกับวิกฤติการณ์ในพม่า นายกฯลีกล่าวว่า ไม่ควรที่จะให้มันมาหยุดยั้งอาเซียน-อียู จากความร่วมมือในประเด็นอื่น ๆ “เพราะหากเราทำเช่นนั้น มันก็จะเป็นความพ่ายแพ้ของเราทั้งสองฝ่าย”
      
สิ่งหนึ่งที่อาเซียนไม่อยากให้ เกิดขึ้น จนทำให้ดูเหมือนเป็นความล้มเหลวและอ่อนแอของกลุ่ม คือการที่บรรดานายพลพม่า โผไปซบอกเพื่อนบ้านยักษ์ใหญ่ห่าง ออกไปทางทิศเหนือ จีนนั่นไง.

                                                                                       ศุภชัย พยัคฆันตร์




 


:: Home | To Top ::

Copyright © 2004-2005, Kao Wao News Group. All rights reserved. Suggestions or comments to the Editor. Code by Webmaster.