หลากปัญหาดับฝันพม่าผู้ส่งออกยางรายใหญ่
นายขายมี้นต์ (Khaing Myint) เลขาธิการ MRPPA กล่าวเตือนว่าอุตสาหกรรมยางของพม่าที่กำลังรุ่งโรจน์นี้ อาจจะตกอยู่ในอันตราย และไม่มีทางขยายตัวต่อไปได้ หากไม่มีการควบคุมคุณภาพ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าในต่างแดนเบือนหน้าหนีตลอดไปและการผลิตในประเทศอาจจะถึงกับพังทลาย
พม่าผลิตยางแผ่นทั้ง 5 เกรด ตามมาตรฐานที่ใช้จัดอันดับคุณภาพของยาง คือ ตั้งแต่ยางแผ่นรมควัน (Ribbed Smoked Sheet) เกรด 1 หรือ RSS1 ถึง RSS5 แต่ผลผลิตส่วนใหญ่จะเป็นเกรดต่ำสุด เนื่องจากยังเป็นน้ำยางคุณภาพต่ำจากต้นยางพันธุ์เก่าแก่ที่ปลูกมาตั้งแต่ก่อนทศวรรษ 1990
เกษตรกรที่เพิ่งเริ่มต้น จะต้องใช้เวลา 6-7 ปี กว่าต้นยางพันธุ์คุณภาพดีที่ปลูกใหม่จะให้น้ำยางได้
ในปีนี้ราคายาง RSS5 ในตลาดโลกตกตันละ 2,200 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 74 บาท/กิโลกรัม) เทียบกับ 1,700-1,800 ดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว แต่ยางของพม่าขายได้เพียง 1,800 ดอลลาร์ต่อตันเท่านั้น ซึ่งสะท้อนปัญหาการขาดการควบคุมคุณภาพอย่างร้ายแรงนายมี้นกล่าว
ปัญหานี้มีสาเหตุจากการที่ผู้ปลูกและผลิตยางในพม่าส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยกระจัดกระจาย โดย 90% ของเกษตรกรเหล่านี้มีสวนยางรายละไม่เกิน 50 เอเคอร์ (125 ไร่) ไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือที่เหมาะสมในการผลิต
นายหลามี้นต์ (Hla Myint) ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยางพาราคนหนึ่งกล่าวว่า เกษตรกรหลายรายมีสวนยางรายละไม่ถึง 10 เอเคอร์ (25 ไร่) ไม่มีเครื่องมือและอุปกรณ์ใดๆ ในการผลิต ยางแผ่นรมควัน จึงออกมาต่ำกว่ามาตรฐานระหว่างประเทศ
บริษัท Bama Rubber and General Trading เป็นผู้ปลูกและผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดในประเทศ แต่ก็มีพื้นที่สวนยางเพียง 2,000 เอเคอร์(5,000 ไร่)
แต่ปัญหาไม่ได้มีเพียงแค่นั้น มีการร้องเรียนอย่างมากมายว่าผู้ผลิตบางรายนำหินหรือก้อนอิฐปะปนลงในลังบรรจุยางแผ่นที่ส่งจำหน่ายด้วย เพื่อโกงน้ำหนัก ซึ่งเป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก
"เราเคยมีผู้ซื้อในสิงคโปร์และมาเลเซียจำนวนมาก แต่เราไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้เพราะคุณภาพยางไม่คงเส้นคงวา ในปัจจุบันเราทำได้แค่ส่งไปจำหน่ายที่ชายแดนจีนเท่านั้น" นายโทนี (ชื่อพยางค์เดียว) เจ้าของสวนยางที่ใหญ่ที่สุดในประเทศกล่าว
ส่วนนายขายมี้นต์กล่าวว่า การผลิตยางมีกำลังปัญหาในทุกระดับตั้งแต่พื้นฐานคือ การใช้กรดกำมะถัน (Sulphuric Acid) คุณภาพต่ำในกระขบวนการทำยางแผ่น แทนที่จะใช้กรดมด (Formic Acid) จึงควรจะมีกฎระเบียบให้เลิกใช้สารดังกล่าวในการผลิตยางเพื่อส่งออก
สถานการณ์ในอุตสาหกรรมยางของพม่าขณะนี้ ไม่ต่างกับที่เคยเกิดขึ้นในมาเลเซียช่วงทศวรรษที่ 1980 แต่มาเลเซียแก้ไขปัญหานี้โดยจัดตั้งศูนย์การผลิตยางขึ้นมาตามจุดต่างๆ เพื่อให้ผู้ผลิตรายย่อยสามารถเข้าถึงเครื่องมืออุปกรณ์ทันสมัยได้ โดยเสียค่าใช้จ่ายไม่แพง
เลขาธิการสมาคมผู้ปลูกและผู้ผลิตยางกล่าวว่า วิธีการของมาเลเซียจะช่วยแก้ปัญหาการควบคุมคุณภาพในพม่าได้เช่นเดียวกัน ศูนย์ฯ ดังกล่าวจะช่วยให้เกษตรกรสามารถเปลี่ยนน้ำยางธรรมชาติให้เป็นยางแผ่นรมควันคุณภาพสูงได้ถึงระดับมาตรฐานส่งออกโดยเสียค่าบริการค่อนข้างถูก
นับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมาราคายางพุ่งทะยานขึ้นไปเกือบ 4 เท่าตัว ทำให้เกษตรกรและนักลงทุนต่างทุ่มเทให้กับสวนยาง ขณะที่ทางการประกาศนโยบาย
ผู้ผลิตยางรายใหญ่อีกรายหนึ่งของโลก แต่เรื่องการควบคุมคุณภาพก็มีการพูดถึงมาเป็นเวลายกระดับให้ประเทศหลายปีแล้ว
ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งขึ้นเรื่อย อุตสาหกรรมต่างๆ ที่เคยใช้ยางสังเคราะห์ที่ต้องพึ่งพาการกลั่นน้ำมันดิบและแยกก๊าซ ก็หันมาใช้ยางธรรมชรติเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ความต้องการในตลาดโลกสูงขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวในรายงานอีกฉบับหนึ่งที่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ต้นปีนี้ ระบุว่าปัญหาใหญ่ของการผลิตยางในพม่า ยังรวมถึงต้นพันธุ์ยางเก่าที่คุณภาพไม่ดี ให้น้ำยางน้อย คือ ยางพันธุ์บราซิล ที่ปลูกอยู่ในประเทศนี้มาเป็นเวลา 150 ปีแล้ว
ต้นยางพาราพันธุ์ใหม่นี้เข้ากับสภาพดินฟ้าอากาศในพม่าได้ดีกว่า พันธุ์จากบราซิล โดยให้น้ำยางได้ 455-636 กิโลกรัมต่อเอเคอร์ (2.5 ไร่) เทียบกับสายพันธุ์จากอเมริกาใต้ที่ให้น้ำยางเพียง 227 กก.
เมื่อก่อนนี้มีการปลูกยางพาราแต่ในภาคใต้เท่านั้น แต่ต้นยางสามารถเจริญเติบโตได้ในพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 1,000 เมตร ต่อมาจึงมีการขยายพื้นที่ปลูกไปถึงภาคเหนือที่มีอากาศเย็นกว่า แต่ก็จะต้องหาพันธุ์ที่เหมาะสม
เจ้าหน้าที่พม่ากล่าวว่า นอกจากจีนแล้วเกาหลีใต้ อินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกาก็เป็นลูกค้าของยางพม่าเช่นเดียวกัน ในช่วงปีใกล้ๆ นี้หลายประเทศได้เจรจาขอซื้อซึ่งรวมทั้งเนเธอร์แลนด์กับรัสเซียด้วย แต่ปัญหาก็คือยังไม่สามารถผลิตได้มากพอสนองความต้องการของตลาดได้.
โดย (ผู้จัดการออนไลน์)