ေရဒ႘ယုႝ ရာမည ဗြ႘ဒ႘ယုႝ |มอญ |พม่า|   
Welcome To Kaowao Newsgroup
บทความ

การบริหารและควบคุมกองทัพของ ตัน ฉ่วย

ทรงฤทธิ์ โพนเงิน
07 มีนาคม 2552

                การที่สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐหรือรัฐบาลทหารพม่า (State Peace and Development Council—SPDC) ภายใต้การนำของ พล.อ.(อาวุโส) ตัน ฉ่วย ได้มีคำสั่งโยกย้าย พล.ต.หม่อง เช็ง จากผู้บัญชาการกองทัพภาคตะวันตกมาดำรงตำแหน่งหัวสำนักงานตรวจสอบบัญชีกลางด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งจัดตั้งขึ้นใหม่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ถือเป็นสิ่งที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงวิธีการบริหารและควบคุมกำลังพลภาย ในกองทัพของ ตัน ฉ่วย ได้อย่างชัดเจนที่สุด

                ทั้งนี้โดยวิธีการที่ ตัน ฉ่วย ได้ดำเนินการปฏิบัติเพื่อการบริหารและควบคุมกำลังพลในกองทัพมาโดยตลอด ก็คือการตอบแทนบุคลากรผู้ภักดีด้วยการส่งเสริมให้มีฐานะตำแหน่งที่สูงขึ้นโดยไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะตำแหน่งของผู้ที่ภักดีเช่นกันด้วยการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ๆขึ้นมารองรับอยู่เสมอๆ และการปฏิบัติเช่นนี้ก็ยังนับเป็นการเปิดทางให้นายทหารรุ่นใหม่ๆในระดับรองลงมาสามารถที่จะขยับขึ้นมาครองตำแหน่งของผู้ภักดีที่ถูกโยกย้ายให้มีตำแหน่งที่สูงขึ้นดังกล่าวอีกด้วย

                โดยก่อนหน้านี้ ตัน ฉ่วย ก็ได้ใช้อำนาจในฐานะประธาน SPDC เพื่อแต่งตั้งและโยกย้ายบุคลากรทั้งในกองทัพและในคณะรัฐบาลทหารมาแล้วเกือบ 200 ตำแหน่งแต่ที่ ถือว่าเป็นการแต่งตั้งและโยกย้ายตำแหน่งในระดับสูงนั้น ก็คือการเลื่อนชั้นยศให้บรรดานายทหารผู้ภักดีจำนวนหลายสิบคน เช่น การเลื่อนชั้นยศจากระดับพลตรีขึ้นเป็นพลโทให้กับผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการพิเศษทั้ง 5 คน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลื่อนชั้นยศขึ้นเป็นพลโทให้กับ มินต์ ส่วย อดีตผู้บัญชาการทหารในกรุงย่างกุ้ง ผู้ซึ่งมีบทบาทอย่างสำคัญในการปราบปรามการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ในช่วงเดือนกันยายนปีที่แล้วก็นับ เป็นการปูนบำเน็จอย่างก้าวกระโดดให้กับผู้ที่ภักดีต่อ ตัน ฉ่วย ได้อย่างชัดเจน

                ยิ่งไปกว่านั้น การโยกย้ายตำแหน่งในกองทัพและภายในคณะรัฐบาลทหารพม่าในระยะนี้ยังมีนัยสำคัญทางการเมืองมากเป็นพิเศษด้วย เนื่องจากถือเป็นช่วงของการที่ ตัน ฉ่วย จะต้องเตรียมความพร้อมในทุกๆด้านเพื่อรองรับการเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดจะมีขึ้นภายในปี 2010 ภายใต้แผนการ Road Map สู่ประชาธิปไตยในอนาคต ซึ่งยังไม่ชัด เจนว่าเมื่อใด แต่ที่แน่ๆ การโยกย้ายนายทหารในระยะนี้ก็คือการเตรียมบุคลากรในกอง ทัพไว้รอควบตำแหน่งสมาชิกสภาแห่งชาติภายหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปดังกล่าวได้สิ้น สุดลงอย่างเป็นทางการแล้วนั่นเอง

                ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าภายใต้รัฐธรรมนูญการปกครองฉบับใหม่ ซึ่งเพิ่งจะผ่านการลงประชามติ (ที่เต็มไปด้วยการบีบบังคับ) อย่างถล่มทลายในช่วงที่พายุไซโคลนนาร์กีสซัดเข้าพื้นที่ในเขตสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดี อันทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายไปรวมกันมากกว่า 138,000 คนในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานั้น ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า 25% ของจำนวนสมาชิกสภาแห่งชาติทั้งหมดนั้นจะต้องมาจากกองทัพ

ส่วนการที่จะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติใดๆในรัฐธรรมนูญนั้นก็จะต้องได้ รับเสียงสนับสนุนมากกว่า 75% ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดในสภาแห่งชาติด้วย ซึ่งนั่นก็ หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างใดๆนั้นย่อมไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้เลย หากมิได้รับการสนับสนุนและเห็นดีเห็นงามจากกองทัพด้วย

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าผลการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2010 จะออกมาอย่างไร หรือพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy—NLD) ภาย ใต้การนำของ นางอองซาน ซูจี จะมีชัยชนะอย่างถล่มทลายเหมือนในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 1990 ก็ตาม ก็ไม่มีความสำคัญต่อการดำรงคงอยู่ของ ตัน ฉ่วย และกองทัพอีกต่อ ไปแล้วเนื่องจากอาศัยเสียงของทหารที่มีอยู่เพียง 25% ของจำนวนสมาชิกสภาแห่งชาติ ทั้งหมดนั้นก็สามารถรับประกันความมั่นคงในทางการเมืองของทหารได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม การเตรียมความพร้อมของ ตัน ฉ่วย นั้นก็มิได้มีเพียงเท่านี้ เพราะสิ่งที่ ตัน ฉ่วย ให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการแต่งตั้งและโยกย้ายบุคลากรทั้งในกองทัพและคณะรัฐบาลในเวลานี้ก็คือการที่จะแปรสภาพองค์การจัดตั้งมหาชนของกอง ทัพที่ชื่อว่า สมาคมเพื่อการพัฒนาและความเป็นปึกแผ่นแห่งสหภาพ (Union Solidarity and Development Association—USDA) ซึ่งมีบทบาทอย่างสำคัญในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมในระดับรากหญ้า รวมถึงการตรวจสอบพฤติกรรมความเคลื่อนไหวต่างๆของชาวพม่าทุกหมู่เหล่านั้นให้เป็นพรรคการเมืองเพื่อแข่งขันกับ NLD ในการเลือก ตั้งทั่วไปในปี 2010 อีกต่างหาก

                โดย USDA นี้นับเป็นองค์กรจัดตั้งมหาชนที่รัฐบาลทหารพม่าจัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้มีบทบาทหลักในการช่วงชิงมวลชนจาก NLD อย่างเป็นการเฉพาะเจาะจงก็ว่าได้ เพราะจากความพ่ายแพ้อย่างราบคาบต่อ NLD ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 1990 นั้น ได้ทำให้รัฐบาลทหารพม่ามองเห็นความจริงที่ว่าลำพังแต่อำนาจที่ปลายกระบอกปืนนั้นมันไม่ใช่ แนวทางที่จะทำให้คณะทหารสามารถที่จะอยู่ในอำนาจได้อย่างปกติสุข

                ด้วยเหตุนี้ จึงได้ตัดสินใจจัดตั้ง USDA ขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1993 อันเป็นปีที่รัฐบาลทหารพม่าได้เริ่มสร้างภาพและสร้างความชอบธรรมให้กับการอยู่ในอำนาจของ พวกตนด้วยการจัดตั้งสมัชชาแห่งชาติ หรือ National Convention ขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบในการวางเค้าโครงให้กับการร่างรัฐธรรมนูญการปกครองฉบับใหม่ของประเทศนั่นเอง

                ทั้งนี้โดยในจำนวนสมาชิกของสมัชชาแห่งชาติที่มาจากการแต่งตั้งโดยอำนาจใน คณะรัฐบาลทหารพม่าซึ่งมีอยู่ทั้งหมดกว่า 1,000 คนนั้นถือเป็นสมาชิกที่มาจาก USDA มากถึง 633 คนหรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 58% ของจำนวนสมาชิกฯทั้งหมดส่วนนอกนั้นก็จะเป็นตัวแทนจากชนเผ่าที่ไม่มีปัญหาขัดแย้งกับรัฐบาลทหาร หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งนั้นก็คือชนเผ่าที่ USDA สามารถเข้าไปจัดตั้งและควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จแล้ว

                ยิ่งไปกว่านั้น USDA ยังเป็นกลไกสำคัญของรัฐบาลทหารพม่าในการเคลื่อนไหวเพื่อเผชิญหน้ากับ NLD และมวลชนของ NLD อีกด้วย โดยกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ก็คือการสกัดกั้นขบวนของ ออง ซาน ซูจี ในปี 2003 ทางภาคเหนือของกรุงย่างกุ้ง ซึ่งการปะทะในครั้งนั้นก็เป็นเหตุทำให้ผู้สนับสนุนของ ออง ซาน ซูจี เสียชีวิตไปมากกว่า 100 คน และล่าสุดก็คือการปราบปรามการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ ที่มีพระ สงฆ์เป็นแกนนำในการประท้วงเมื่อช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนปีที่แล้วอันเป็นผลทำให้มีผู้เสียชีวิต (รวมพระสงฆ์ด้วย) นับร้อยคนเช่นกัน (รัฐบาลทหารพม่าบอกว่ามีผู้เสียชีวิต เพียง 15 คนเท่านั้น)

                การดำเนินงานของ USDA ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทหารพม่าทั้งในด้าน งบประมาณ เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ รวมถึงการได้รับอภิสิทธิ์เหนือพลเมืองโดยทั่วไปในทุกๆด้านนั้นได้กลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ USDA นี้สามารถเสริมสร้างเครือข่ายและก็เพิ่มจำนวนสมาชิกได้มากขึ้นเรื่อยๆ

                โดยจากรายงานของ USDA ได้ระบุว่าในช่วง 15 ปีมานี้สามารถสร้างเครือข่ายที่เป็นคณะกรรมการระดับรัฐหรือเขตปกครองได้อย่างครบถ้วนทั้ง 17 รัฐหรือเขตปกครอง (States and Divisions) ในทั่วประเทศแล้ว (เขตที่มีชนกลุ่มน้อยเป็นประชากรส่วนใหญ่เรียกว่า State ส่วนเขตที่มีชนชาติพม่าเป็นประชากรส่วนใหญ่นั้นเรียกว่า Division)

                พร้อมกันนี้ USDA ยังสามารถจัดตั้งคณะกรรมการระดับอำเภอได้ 66 คณะและระดับเมืองได้ 320 คณะ ส่วนการจัดตั้งที่สามารถเสริมเพิ่มจำนวนสมาชิกได้มากที่สุดก็คือคณะกรรมการระดับชุมชนหรือหมู่บ้านซึ่ง USDA สามารถควบคุมได้ถึง 15,421 แห่ง อันเป็นผลทำให้มีสมาชิกทั้งที่เข้ามาโดยสมัครใจและถูกบีบบังคับแล้วมากกว่า 25 ล้าน คนหรือเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศแล้วในทุกวันนี้ และสิ่งที่สามารถรับประกันประสิทธิภาพและความสำเร็จในปฏิบัติการ (ข่มขู่และบีบบังคับ) ของ USDA ได้เป็นอย่างดีแล้วก็คือการจัดการลงประชามติที่สามารถทำให้ชาวพม่ามากกว่า 92% ของจำนวนผู้มีสิทธิ์ทั้งหมดนั้นลงมติรับรองเอารัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาแล้วนั่นเอง

เพราะฉะนั้น ถ้าหากพิจารณาจากสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในเวลานี้ จึงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายๆอีกต่อไปแล้วที่พรรค NLD จะมีชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในปี 2010 ดังกล่าว และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ตัน ฉ่วย ก็จะยังคงสามารถยึดครองอำนาจสูงสุดทางการเมืองในพม่าได้ต่อไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ไปแล้ว ทั้งก็ยังสามารถที่จะกล่าวอ้างได้อย่างเต็มปากด้วยว่า ตนนั้นมาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยด้วยเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนชาวพม่าอีกด้วย!!!

  ทรงฤทธิ์ โพนเงิน




Kaowao Mon Version March 2009


บทความ - มีนาคม 2552

Untitled Document
 
 
 
 
 
Untitled Document
   Top | หน้าแรก

© By 2004 - Kaowao Newsgroup